Search:
Advanced Search
Posted:Tuesday, April 20, 2010 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

โถ เศษแดง น่าสงสารมากเลยนะเนี่ย พูดจนกูงงไปหมด กูว่าพูด "ทหารแบกปืนเบิกปูนไปโบกตึก" เร็วๆ กูยังพอทำได้ แต่กูทนนั่งฟังมึงพูดจนจบ ทำได้อย่างเดียว อ้าปากค้าง คือยังงี้ มึงทำได้ไงวะ คนเหี้ยๆ อย่างมึงไม่มีใครเค้าสนใจหรอก แต่ที่มึงพูดให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษเนี่ย ทำให้กูขายหน้าเค้าฉิบหาย คนอื่นจะนึกว่าคนไทยเค้าพูดเหมือนมึงหมด

 

Posted:Thursday, January 28, 2010 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thai politics

อืมมมม...ทักษิณนี่ก็เรียนสูงกว่า ป.๔ แต่ไม่ประสี-ประสาอะไรเลย ไม่รู้จนกระทั่งว่า "ศาล" นั้น เมื่อมีคดีความเกิดขึ้น ก็เป็นสถานที่ให้โจทก์-จำเลยนำข้อเท็จจริง พยานหลักฐานไปหักล้างกันที่ศาล แล้วท่านก็จะพิจารณาและตัดสินไปตามความผิด-ความถูกนั้น แล้วนี่อะไรกัน ศาลให้โอกาสเอาข้อเท็จจริงมาบอกกับศาลเป็นปี กลับหนีหัวซุกหัวซุน แล้วก็เที่ยวไป "แก้ต่าง-แก้ตัว" ตามเว็บไซต์บ้าง ตามเวทีเสื้อแดงบ้าง ตามสื่อรับจ้างต่างประเทศบ้างว่า รวยมาก่อน (คดี) โกง ๗๖,๐๐๐ ล้าน

แล้วอย่างนี้ มันจะได้เรื่อง-ได้ความอะไร อย่างที่ทวิตเตอร์รายวันนั่นน่ะ ทำนองว่า "กูรวยล้นฟ้ามาก่อนเล่นการเมืองนะเฟ้ย" มันใช้ไม่ได้หรอก และองค์คณะผู้พิพากษาท่านก็ไม่รับฟังด้วย

เห็นทนายมีเป็นกุรุส เขาไม่ได้บอกบ้างหรือครับว่า "จำเลยให้การนอกศาล" มันใช้ไม่ได้ และที่เที่ยวโพนทะนา คนโน้น ๒ มาตรฐาน คนนี้ ๒ มาตรฐาน แล้วที่ตัวเองทำอยู่ตอนนี้ล่ะ

มาตรฐานเดียว คือ "มาตรฐานทักษิณ" งั้นเรอะ?

คดีไหน ศาลตัดสินตัวเองได้ประโยชน์ ก็ชมว่าศาลตัดสินยุติธรรม แต่พอคดีไหน ศาลตัดสินตัวเองเสียประโยชน์ ก็เที่ยวประณามศาลว่ายุติไม่เป็นธรรมบ้าง ศาลมีธงบ้าง ศาลตัดสิน ๒ มาตรฐานบ้าง ขณะที่ปากก็เที่ยวด่าศาลไปทั่ว ตะโกนไปทั่วว่าไม่ยอมรับกระบวนการศาล

แต่ปรากฏว่า ตัวเองกับพวกใช้กระบวนการศาลเป็นเครื่องมือ ด้วยการฟ้องร้องคนอื่นเขามากกว่าเพื่อน!?

อย่างนี้ไม่เรียกว่า "สันดาน" แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ตอนนี้ใกล้เวลาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำ พิพากษาคดียึดทรัพย์ ๗๖,๐๐๐ ล้าน ในวันที่ ๒๖ ก.พ.คงกินไม่ได้-นอนไม่หลับ สั่งสมุนขย่มบ้าน-ขย่มเมืองไปทั่ว ตัวเองก็พล่าน ร้อนอก-ร้อนตัวเป็นไฟสุม อย่างวานนี้ (๒๘ ม.ค.๕๓) เขียนลงเว็บไซต์เลยว่า

"วันนี้ มีกระบวนการใช้สื่อชี้นำศาล และสังคมที่ไม่รู้ความเป็นมาของผม ขอยืนยันว่าทรัพย์สินทั้งหมดเป็นทรัพย์สินที่ผมและครอบครัวมีมาก่อนเล่นการ เมือง เมื่อปี ๒๕๓๔ นิตยสาร Forbes ของสหรัฐประเมินว่า ผมมี ๒.๒ พันล้านดอลลาร์ ตอนเข้าเป็น รมว.ต่างประเทศ ปี ๒๕๓๔ ก็เคยแสดงบัญชีทรัพย์สินว่ามีอยู่กว่า ๖ หมื่นล้าน ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจ และรู้ความเป็นมาของผมดีว่ามีฐานะมาก่อนที่จะเป็นนักการเมือง ไม่ใช่มาแสวงหาจากการเป็นนักการเมือง ขอขอบคุณที่เห็นใจคนช้ำ"

อ้วก....ขอโทษ...อีกอ้วก!

ก็ทำไมไม่ไปยืนหน้าบัลลังก์ แถลงความจริง พร้อมแจงบัญชีว่ารวยมาก่อนเป็นนักการเมืองอย่างที่โม้กับศาลท่านล่ะ ทั้งศาล และทั้งสังคมที่คุณบอก "ไม่รู้ความเป็นมาของผม" เขาจะได้รู้กันไงล่ะว่า ที่รวยและเอาไปซุกไว้ประเทศโน้น-ประเทศนี้ จนถูกยึด ถูกอายัดไปบางแห่งนั้น "ไม่ได้มาจากการแสวงหาบนความเป็นนักการเมือง"

เนี่ยะ...แล้วก็สร้างประเด็นกล่าวหาคนอื่นเขาว่า "ใช้สื่อชี้นำศาล" ผมก็ยังไม่เห็นว่าใครจะกล้าไปชี้นำอะไรศาลท่าน เพราะคนมีสติปัญญา มีการศึกษา เขาย่อมรู้ว่า ในขณะที่คดีความอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การทำอย่างนั้นมัน "เฉียดคุก" เพราะอาจเข้าข่าย "ล่วงละเมิด" อำนาจศาล

ที่ตัวเองกับขี้ข้าในสภาฯ-นอกสภาฯ เที่ยวพูดตามวงชุมนุม เที่ยวทวิตเตอร์ เที่ยวโฟนอิน โดยเฉพาะที่ "พูดเอาเอง" อ้างเป็นหลักฐาน อ้างเป็นตัวเลขความรวยก่อน-หลัง หวังเหนี่ยวโน้ม-ชี้นำคนฟังให้เชื่อ ก็เผื่อคำตัดสินออกมาตรงข้ามกับที่ทักษิณต้องการ ผู้คนจะได้เกิดฉงนสนเท่ห์ในคำตัดสินไงล่ะ!

ผมนั้น อาชีพรองลงมาจากการอาชีพหนังสือพิมพ์คือ "อาชีพจำเลย" ฉะนั้น ใครจะเดาใจ-เดาความคิดจำเลยได้ดีเท่า "จำเลยด้วยกัน" ล่ะ?

คดีไหน ถ้าจำเลยมั่นใจในพยานหลักฐาน มั่นใจในการแถลงความจริงต่อศาล มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง นอนเกาพุงอยู่กะบ้าน สบ๊าย...สบาย เพราะยังไงๆ ศาลท่านก็ต้องให้ความเป็นธรรมอยู่แล้ว ไม่มีอาการร้อนท้อง จนต้องดิ้นรนด้วยการแหกปากร้องประจานตัวเอง

กะตั๊ก...กะตั๊ก..ตั๊บแกกกก!

แทนที่ทั้งมนุษย์ ทั้งสัตว์ คือตุ๊กแกด้วยกันจะไม่รู้ว่า "ไอ้นี่...ตับมันแก่ใกล้จะคับท้องตายแล้ววุ้ย" ก็เลยได้รู้กันหมด!

ตุ๊กแกตับแก่-ฉันใด ทักษิณ-ตับแก่ ก็ฉันนั้น!!

ผมมีโอกาสได้สนทนากับ "วิศวกร" ท่านหนึ่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง ท่านเล่าว่า เดินทางไปธุรกิจที่ฟิลิปปินส์เมื่อไม่นานมานี้ เห็นสภาพในเมืองหลวงแล้วตกใจด้วยคิดไม่ถึง ตามถนนหนทางหาจราจรไม่ได้ บางทีคนใช้รถ-ใช้ถนนด้วยกัน ต้องลงมาทำหน้าที่จัดการจราจรกันเอง ไม่งั้นไม่ต้องไปกัน

ตามหน้าอาคาร บริษัท ห้างร้านใหญ่ๆ ต้องจ้างการ์ดติดอาวุธคอยคุ้มกันตึกใคร-ตึกมัน ตามโรงแรมที่พัก วิศวกรท่านเล่าเขินๆ ว่าแถวๆ โรงแรมสยาม ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ของเรา สมัยหนึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งชุมนุมหญิงประเภท "นอนหงายหาเงิน" เป็นสิบ-เป็นร้อย แต่ที่ฟิลิปปินส์ ขอโทษ...

ไม่ใช่เป็นร้อย แต่เป็นพัน...เป็นหมื่นคน!?

ถามเพื่อนฟิลิปปินส์เขาว่า "ทำไมจึงมีสภาพอย่างนี้?" เขาตอบก่อนเลยว่า

"ประเทศยูโชคดี ที่ขับไล่มิสเตอร์ T ออกไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะเป็นอย่างฟิลิปปินส์ ที่ประเทศเขาเป็นอย่างนี้ เพราะนักการเมืองที่ชื่อ 'มาร์กอส' ใช้อำนาจโกงบ้าน-กินเมืองชนิดฝังราก จนประชาชนลำบากยากแค้น ประเทศชาติย่ำแย่ เงินทองก็ไม่มีจะบูรณะประเทศ จึงมีสภาพอเนจอนาถอย่างที่เห็น จนบัดป่านนี้ร่วม ๓๐ ปีแล้วก็ยังแก้ให้ฟื้นไม่ได้"

ผมฟังแล้วขนลุก เสียวสันหลังวาบ แค่ ๕ ปีกว่าที่ประเทศไทยตกอยู่ใต้ระบอบทักษิโณมิกส์ สภาพที่เห็นยังเป็นขนาดนี้ ไม่นับสภาพที่ "ยังปกปิดไว้" อีกเยอะแยะ ขืนปล่อยให้ระบอบทักษิณกินเมืองไปซัก ๑ ใน ๓ ของมาร์กอส คือ ๑๐ ปี ประเทศไทยจะไม่ป่นปี้ยี่ยำ หันไปทางไหนก็จะเจอแต่สำนักงานบริหาร

"ทรัพย์สินส่วนทักษิณ..ทรัพย์สินส่วนอ้อ..ทรัพย์สินส่วนโอ๊ค..ทรัพย์สินส่วน เอม และทรัพย์สินส่วนอิ๊ง" พรึ่ดไปทั้งเมืองรึนั่น!?

ก็อยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า ต่อจากนี้ไปจนถึงวันตัดสินคดียึดทรัพย์ ขบวนการกอบกู้เงินโกงจะปล่อยข่าวต่างๆ นานาๆ ในทางป้อนประเด็นเท็จ เพื่อให้คนที่ไม่รู้เท่าทันหลงเชื่อ และนำไปเป็น "ฐานความเชื่อ" ก่อนรับฟังคำตัดสินจากศาล ถ้าผลการตัดสินออกมาเป็นคุณกับทักษิณ เขาก็จะบอกว่าชอบแล้ว..เป็นธรรมแล้ว

แต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม คนที่มี "ฐานความเชื่อ" จากข้อมูลปั้นแต่ง ก็จะฉงนสนเท่ห์ในศาล ซึ่งนั่นก็จะเข้าสู่กระบวนการ "ฐานความเชื่อ" ที่สองของเขา คือการปล่อยข่าวประเด็นว่า "มีธง" ให้ตุลาการตัดสิน พูดกันไป-พูดกันมา ก็จะสรุปลงที่ว่า....นี่ไง...กระบวนการอำมาตยาธิปไตยกลั่นแกล้งทักษิณ

เพราะในโลกนี้ มีคนเดียวเท่านั้นที่ "ไม่เคยทำอะไรผิด" และถูกกลั่นแกล้งตลอดกาล

เขาคนนั้นชื่อ "ทักษิณ" ไงล่ะ!

ผมก็อยากบอก "ภาครัฐ" โดยเฉพาะภาครัฐบาลเป็นพิเศษ บ้านเมืองมีปัญหาวุ่นวายแค่นี้ ชาวบ้าน-ชาวช่องก็ปวดหัวกันพอแล้ว แล้วพวกรัฐบาลไม่สำนึกกันบ้างหรือ แก้ปัญหาให้สังคมบ้านเมืองไม่ได้ ก็ยกไว้ แต่นี่...แก้ให้ไม่ได้แล้ว ยังจะมาทำตัวเป็นปัญหาบ้านเมืองให้ชาวบ้านต้องปวดหัวหนักขึ้นไปอีก

โดยเฉพาะนายอะไรล่ะ หัวหน้าพรรรคเพื่อแผ่นดินน่ะ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ใช่มั้ย แหม...ทำเป็นพระเอกแก้รัฐธรรมนูญ พูดยกเทียบเปรียบเปรยกระแทกแดกดันรัฐบาลที่ตัวเองนั่งกินอยู่กับปาก ทำเป็นลีลาล้านปี โก้ตายละ..หวังให้ถูกใจพวกนักข่าว-พวกทีวีเอาไปออกข่าว-ออกจอ ซึ่งก็ได้ผลอยู่หรอก

โชคดีนะที่คนทำสื่อยุคนี้ไม่ค่อยสนใจ "ปูมหลัง" ของสันดานนักการเมืองแต่ละคนมากนัก ฉะนั้น นักการเมืองประเภทนี้จึงมีโอกาสได้เป็นพระเอกหนังข่าว แค่พูดบ้า-พูดบอ ก็มีไมค์แย่งกันจ่อปากเป็นประจำ!

เพลาๆ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญกันหน่อยได้ไหม จะแก้-ไม่แก้ ยังไม่มีใครจะเป็นจะตายขึ้นมาเพราะประเด็นนี้หรอก พวกคุณพรรคร่วมรัฐบาล พอใจ-ไม่พอใจกันยังไง ไปปิดประตูกระทืบกันข้างในตามสบายก็ได้ แต่อย่าแสดงบทบาทโจรผสมโจรที่กำลังปล้นบ้าน-ปล้นเมือง กระหน่ำซ้ำสถานการณ์ให้มันย่ำแย่ลงไปกว่านี้อีกเลย

พูดกันน้อยๆ หรือไม่ต้องพูด แต่ทำเลย ไม่พอใจประชาธิปัตย์ที่ไม่ร่วมแก้ ก็ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลออกไปเลย รัฐบาลเจ๊งเป็นเจ๊ง ระบบมันมีทางไป-ทางมาอยู่แล้ว เมื่อไม่ไหว นายกฯ อภิสิทธิ์เขาก็จะได้ประกาศยุบสภาฯ ไปเลือกตั้งกันใหม่ แต่ถ้ายังไม่อยากเลือกตั้ง ยังอยากเลียชามข้าวกันอยู่

นั่นก็อย่าแหกปากกันนัก ชาวบ้านรำคาญ (โว้ย)!

ในฐานะรัฐบาล ทุกคนที่เป็นรัฐมนตรี เป็นพรรคการเมือง ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวุฒิภาวะกันทั้งนั้น ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี อะไรควรหน้าบาง อะไรควรหน้าหนา และการณ์ไหนควร การณ์ไหนไม่ควร ก็น่าจะรู้กันด้วยแค่สามัญสำนึก และควรประพฤติปฏิบัติตนให้สมกับความป็น "คณะรัฐบาล" ผมไม่อยากพูดว่า ทุกวันนี้ "เป็นเวรกรรมของประเทศ" แต่อยากจะพูดว่า "เป็นเวรกรรมของคนในประเทศ" ที่ถูกพวกเปรตทวงส่วนบุญไม่สุด-ไม่สิ้นเสียที

โดยป๋าเปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์

Posted:Thursday, December 31, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
       ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

      
       มีผู้แสดงความห่วงใยว่า ขณะนี้ คนที่คิดร้ายต่อบ้านเมืองกำลังพยายามเคลื่อนไหว ก่อเหตุ เพื่อชักนำบ้านเมืองของเราเข้าไปสู่สถานการณ์ที่เป็น “สงครามกลางเมือง” ในอนาคตอันใกล้...
      
       ผมเรียนตอบด้วยความเคารพ และด้วยความห่วงใยไม่แพ้กันว่า... ขณะนี้... วันนี้... ปัจจุบัน... สงสัยว่า เรากำลังอยู่ในช่วงต้นของ “สงครามกลางเมือง” เสียแล้ว!
      
       1) ในประวัติศาสตร์สงครามการเมือง ไม่ว่าจะในประเทศใดของโลก ก่อนที่แต่ละฝ่ายที่มีความแตกแยกกันภายในประเทศ จะเริ่มต้นสาดกระสุน หรือใช้อาวุธสงครามเข้าห้ำหั่นโจมตีกัน ก็จะต้องเริ่มต้นด้วยการประกาศไม่ยอมรับอำนาจปกครองรัฐของอีกฝ่ายหนึ่ง
      
       ไม่ว่าจะในสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา หรือที่ไหนๆ ก็ตาม
      
       2) ขณะนี้ ฝ่ายระบอบทักษิณ เหมือนพยายามแสดงออกว่า ไม่ให้การยอมรับอำนาจการปกครองของรัฐบาลที่มีที่มาตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หากว่ารัฐบาลนั้นไม่ใช่พรรคพวกของตน
      
       จะเห็นว่า ขบวนการเสื้อแดงและระบอบทักษิณเคยให้การยอมรับรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย แต่กลับไม่ให้การยอมรับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งๆ ที่ มีที่มาจากการเลือกตั้งครั้งเดียวกัน และมีการเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือก ตั้งชุดเดียวกัน
      
       พยายาม ปลุกระดม เคลื่อนไหว คุกคามมิให้คนของรัฐบาลไปปฏิบัติหน้าที่ในงานอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตาม พื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดที่เป็นฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย
      
       พยายามสร้างเหตุการณ์ต่อต้านรุนแรง เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขข้ออ้างในการกีดกันมิให้คนของรัฐบาลได้ปฏิบัติหน้าที่ ตามพื้นที่ต่างๆ เช่น อ้างว่า จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ถ้านายกฯ หรือรัฐบาลไปพื้นที่ เป็นต้น
      
       เป็นลักษณะที่แทบจะไม่ต่างจากการพยายามสถาปนาเขตอำนาจหรือเขตอิทธิพลของพรรคพวกตนเอง แบ่งแยกหรือทับซ้อนเขตอำนาจอธิปไตยของรัฐไทย
      
       3) มีการใช้สื่อเพื่อแบ่งแยกประชาชนออกจากอำนาจรัฐ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ปลุกระดมด้วยความเท็จ ป้อนข้อมูลปั้นแต่ง และสร้างอารมณ์ความรู้สึกให้เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองประเทศของรัฐบาล
      
       สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม "ดีทีวี" ถูกจัดตั้งขึ้นมาด้วยเจตนาในทางการเมืองมากกว่าจะทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพของสื่อสารมวลชนที่ดีทั่วไป
      
       "ดี ทีวี" ถูกจัดตั้งและดำเนินการโดยขบวนการของกลุ่มคนซึ่งล้วนแต่เป็น "บริวารผู้จงรักภักดีต่อทักษิณ" ไม่ว่าจะเป็น อดีตทนายของทักษิณ อดีตลูกจ้างของทักษิณ หรืออดีตคนที่ทักษิณเคยโยนเศษเนื้อเศษกระดูกให้ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายที่กระทบกระเทือนต่อ "รัฐ-ราชอาณาจักรไทย"
      
       ถ้อยแถลงของนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำผู้จัดตั้ง แจ้งชัดว่า "พวกผมมาคิดการใหญ่ ไม่ใช่แค่เปิดรายการโทรทัศน์ แต่สร้างรัฐไทยขึ้นมาใหม่ด้วยมือคนเสื้อแดง"
      
       การจัดตั้ง "ดีทีวี" จึงเป็นการสร้างเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ต้องการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศไทย เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองประเทศของรัฐบาล แบ่งแยกประชาชนในประเทศ เอื้อประโยชน์ทางการเมืองแก่นักโทษหลบหนีคำพิพากษาของศาล
      
       ก่อให้เกิดสถานการณ์ทางการเมืองที่เอื้อต่อสงครามกลางเมือง
      
       4) การแสดงท่าทีของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และอดีตนายทหาร เตรียมทหาร 10 ที่พยายามส่งสัญญาณ “ตบเท้า” เข้าสวามิภักดิ์ต่อพรรคการเมืองระบอบทักษิณ ส่งสัญญาณว่าทหารบางส่วน แม้จะเป็นส่วนน้อยของกองทัพไทย ยังโอนเอน และอาจแกว่งไปเข้าทางระบอบทักษิณ
      
       ในขณะที่ตำรวจจำนวนมาก ยังคงเป็นคนของระบอบทักษิณ ดัง จะเห็นว่า คดีที่คนร้ายใช้ระเบิด M79 ยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมอย่างสันติของพันธมิตรฯ เสียชีวิตหลายครั้งหลายหน ยังไม่มีความคืบหน้าเลย ทั้งๆ ที่ เสธ.แดง เคยหลุดปากออกมาว่า คนร้ายที่ลงมือนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังที่ตนเองเคยฝึกหัดอาวุธให้ เป็นต้น
      
       5) มีการพยายามดึงรัฐต่างประเทศ หรือกองกำลังต่างชาติ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลผู้ปกครองประเทศไทย
      
       จะ เห็นว่า ภายหลังจากที่พลเอกชวลิต เดินทางไปกัมพูชา หลังจากนั้น ท่าทีของกัมพูชาต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายอย่างทันที
      
       นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ถึงกับแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนต่อผู้กุมอำนาจรัฐบาลไทย ถึงขนาดแสดงท่าทีชี้นำหรือกำหนดผลการเลือกตั้งภายในของประเทศไทย ว่าจะต้องได้คนของทักษิณหรือพรรคพวกของทักษิณเข้ามาเป็นรัฐบาลเท่านั้น จึงจะเป็นที่พอใจของตนเอง
      
       เสมือนหนึ่งว่า ไทยเป็นประเทศที่ต้องให้กัมพูชาเป็นฝ่ายกำหนดว่าคนไทยต้องให้ใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
      
       6) การ เคลื่อนไหวของแกนนำคนเสื้อแดงในประเทศไทย มีการนำเอกสารที่อ้างว่าเอกสารลับของทางการออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน และหลุดไปถึงรัฐต่างชาติ ทั้งๆ ที่ เนื้อหาในเอกสารดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่น คงของประเทศชาติ
      
       มีการใส่สีตีไข่ ปรุงแต่งเนื้อหาของเอกสาร สื่อความหมายอันเป็นเท็จ เพื่อเปิดช่องทางให้รัฐต่างชาติใช้เป็นข้ออ้างในการก่อเหตุ หรือดำเนินการในทางที่เป็นผลร้ายต่อประเทศไทย
      
       และสร้างเรื่อง สร้างเงื่อนไข ปูทางให้เกิดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลภายในประเทศ เช่นเดียวกับที่เคยพยายามกระทำมาก่อน แม้ที่ผ่านมาจะถูกจับได้ไล่ทันว่าใช้ความเท็จเป็นเครื่องมือปลุกระดมทางการ เมืองมาแล้วหลายครั้งหลายหน เช่น โกหกว่า มีคนเสื้อแดงถูกฆ่าตายระหว่างการก่อจลาจลในช่วงเดือนเมษายน 2552 และการบุกทำลายการประชุมอาเซียนที่พัทยา, โกหกว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ในรถที่คนเสื้อแดงรุมล้อมพยายามจะฆ่า, โกหกว่า มีคลิปเสียงที่นายกฯ อภิสิทธิ์สั่งฆ่าประชาชน, โกหกว่า มีเทปเสียงรัฐมนตรีกษิตสั่งการให้จารกรรมข้อมูลลับของกัมพูชา ฯลฯ
      
       ทั้งหมด ล้วนแต่เป็นการพยายามโกหก เพื่อสร้างสถานการณ์รองรับการเคลื่อนไหวของพวกตนทั้งสิ้น
      
       7) การทำสงครามกลางเมืองในขณะนี้ อยูในขั้นหาแนวร่วมเคลื่อนไหว ร่วมรบ โดยเอาผลประโยชน์เฉพาะหน้าของแต่ละฝ่ายเป็นเครื่องล่อให้ทำงานรับใช้ระบอบ ทักษิณในสงครามกลางเมืองครั้งนี้ เช่น
      
       กับกลุ่มนักเคลื่อนไหวการเมืองที่พร้อมขายตัว ขายจิตวิญญาณ ขายแรงงาน ก็เอาเงินค่าจ้างเป็นเครื่องล่อ
      
       กับกลุ่มคนที่เป็น “คอมมิวนิสต์เก่า” ก็พยายามปลุกเรื่องชนชั้น นำมาเป็นของล่อใจ
      
       กับกลุ่มคนที่ไม่เอาเจ้า ก็เอาขบวนการล้มเจ้ามาเป็นเครื่องล่อ
      
       กับนักวิชาการเสื้อแดงบางกลุ่ม ที่มีแนวคิดว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่เหมาะสม กับประเทศไทยในปัจจุบัน ก็นำเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นเครื่องล่อ เพื่อที่จะลดบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เหลือเพียงแค่สัญลักษณ์ในการปกครอง ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบอื่น เช่น ประธานาธิบดี ฯลฯ หรือ ไม่ก็พยายามทำให้เหมือนในประเทศกัมพูชา ที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวกษัตริย์ โดยเอากษัตริย์ที่ตนครอบงำไม่ได้ออกไป แล้วสนับสนุนให้กษัตริย์ที่ตนเองครอบงำได้ขึ้นมาแทน ทำให้ตนเองสามารถมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือกว่าทุกสถาบันในประเทศ
      
       กับกลุ่มคนที่รักและชื่นชอบรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เอาเงื่อนไขเรื่องการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาแก้ไขดัดแปลงใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทั้งฉบับ มาเป็นเครื่องล่อ
      
       กับกลุ่มคนยากจน หรือคนที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารเพียงพอ ก็ใช้ผลประโยชน์เฉพาะหน้าและความคาดหวังลมๆ แล้งๆ ในตัวทักษิณมาเป็นเครื่องล่อ
      
       กับทหารรับจ้างบางกลุ่ม ก็เอาเงิน เอาผลประโยชน์เป็นเครื่องล่อ หรือเครื่องว่าจ้าง
      
       หรือแม้แต่กับรัฐต่างประเทศ ผู้นำต่างประเทศ ก็เอาสิทธิและผลประโยชน์ของชาติ อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทย เป็นเครื่องล่อ โดยหวังว่า หากพวกระบอบทักษิณได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็จะเอื้อประโยชน์ตอบแทนแก่ต่างชาติ ดังกล่าว มากกว่าที่ได้รับในปัจจุบัน เป็นต้น
      
       จะ เห็นว่า ระบอบทักษิณพร้อมเอาทุกอย่างเป็นเครื่องล่อ โดยพ่วงสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเองไว้ในทุกๆ เงื่อนไข คือ การพ้นผิดจากคดีทุจริตโกงกินทั้งหลาย และไม่ถูกยึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ในคดีร่ำรวยผิดปกติ
      
       8) หากมองว่า ระบอบทักษิณกำลังทำสงครามกับรัฐราชอาณาจักรไทย อาจมองได้ว่า มีการจัดวางยุทธวิธีการรบอย่างเป็นขบวนการ เช่น นายใหญ่ทำหน้าที่กดปุ่ม หรือยิงขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป หรือรับหน้าที่ "โจมตีน่านฟ้าของราชอาณาจักรไทย", บริวารเสื้อแดงส่วนหนึ่งทำหน้าที่ทหารราบ เคลื่อนไหวรุนแรงสร้างสถานการณ์ในประเทศ บริวารเสื้อแดงอีกส่วนหนึ่งก็ทำหน้าที่ทหารปืนใหญ่ ใช้โทรทัศน์เป็นเครื่องมือโจมตี อีกส่วนที่อยู่ในสภา ก็มีหน้าที่ปั่นป่วน ขัดขาขัดขวาง เหมือนเป็นทหารม้าในรถถังบุกตะลุย โดยมีตำแหน่ง ส.ส.เป็นเกราะป้องกันตัว แม้แต่ข้าราชการบางส่วนที่ยู่ในตำแหน่งสำคัญ ก็ทำหน้าที่เสมือน "สายลับ" คอยส่งข่าวหรือขัดแข้งขัดขาอย่างลับๆ เป็นต้น
      
       ประเทศ ไทยในวันนี้ ไม่ได้กำลังจะก้าวไปสู่สงครามกลางเมือง แต่ “สงครามกลางเมือง” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยกองกำลังภายใต้อาณัติของระบอบทักษิณ
      
       รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินเยี่ยงสถานการณ์ปกติต่อไป ไม่ได้เด็ดขาด
      
       แต่จะต้องดำเนินการตอบโต้ และเดินเกมรุก เพื่อสลายความร่วมมือของฝ่ายตรงข้าม รักษาอำนาจรัฐไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อำนาจตุลาการ การบังคับใช้กฎหมายบ้านเมือง และดูแลความสงบเรียบร้อย รักษาประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่เอาไว้ให้ได้
      
       มีภาษิตจีนกล่าวว่า "ถ้าจะจับขุนพล ก็ต้องยิงม้าขุนพลก่อน" เพราะถ้านายใหญ่ไม่มีม้าขี่ ก็จะถูกจัดการได้อย่างง่ายดาย
      
       จะ ต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะบริวารทักษิณที่มีคดีติดตัว บ้างอยู่ระหว่างการประกันตัว แต่กลับก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีก รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือในการก่อการทั้งหลาย จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเร็วที่สุด พร้อมๆ กับขยายข้อมูลความรู้เท่าทันออกไปสู่สังคมวงกว้างให้มากที่สุด
      
       ทำอย่างไร จะยุติ “สงครามกลางเมือง” ได้ก่อนกาลที่เลือดจะนองแผ่นดิน

Posted:Monday, November 30, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

เห็นหน้าแต่ละตัวแล้วอยากจะอ้วกให้หมดพุง ไอ้พวกขายชาติ เลวขิ่งกว่าเหี้ย เพราะเหี้ยมันยังรักพวกมันเอง ยังไงมันก็ไม่กัดพวกมันเอง แต่ไอ้พวกฉิบหายนี่สุมหัวกันทรยศประเทศชาติที่ให้มันอยู่อาศัย ไม่รู้ว่าจะเอาไปเปรียบกับอะไรดี ดูเอาเอง อยู่ครบทกตัว ไอ้หน้าเหลี่ยม ไอ้วีระ สามเกลอหัวขาด ไอ้เสธ.แดงแจ๋ (แล้วมึงอย่าเสือกมาเถียงอีกนะว่าแค่คนหน้าเหมือน)

 

 

Posted:Monday, November 30, 2009 - 1 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

ในที่สุดการให้สัมภาษณ์ของ ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหลบหนีคดีทุจริต กับ “ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี่” บรรณาธิการเอเซียของ “เดอะไทมส์” ออนไลน์ สื่ออังกฤษ ซึ่งมีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมาได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเขาออกมาจนถึงก้นบึ้ง และเป็นเสมือน “ใบเสร็จ” ยืนยันทุกคำพูดและพฤติกรรมที่ผ่านมาของเขาได้เป็นอย่างดีว่าเป้าหมายในใจ ลึกๆแล้วมีเจตนาและมีความทะเยอทะยานอย่างไร
      
       คำพูดผ่านสื่อต่างประเทศดังกล่าวมีความยาวกว่า 12 หน้า ใช้เวลาในการให้สัมภาษณ์ที่ดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตนานนับชั่วโมงพรั่งพรูออกมาจากปากของเขา ล้วนพาดพิงและโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการจาบจ้วง ให้ร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อย่างรุนแรง
      
       เป็นการพูดพาดพิงและจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่ไม่ไม่มีใคร คาดคิดว่าคนที่เคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ มาจนหาที่สุดมิได้จะกล้าพูดออกมาเยี่ยงนี้ เพราะนอกจากเป็นการย่ำยีหัวใจคนไทยทุกดวงที่เทิดทูนสถาบัน เทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวที่เปรียบเสมือน “พ่อของแผ่นดิน” ซึ่งไม่มีทางที่คนไทยคนไทยจะยอมรับได้
      
       ทำให้เกิดปฏิกิริยาฉับพลันทันที เพราะถือว่าคำพูดและท่าทีดังกล่าวมีเจตนาทำร้าย ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน และยังถือว่านี่คือเจตนาเป็นศัตรูกับคนไทยทั้งมวลอีกด้วย
      
       อย่างไรก็ดีเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นก็จะขอไล่เรียงเหตุการณ์ การก่อกำเนิดของขบวนการล้มเจ้ามาตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อจะนำมาปะติดปะต่อเรียงร้อยจนกระทั่งเห็นตัวตนของคนที่เป็นหัวหน้าขบวน การในวันนี้
      
       ย้อนอดีตขบวนการล้มเจ้า
      
       ขบวนการล้มเจ้า เท่าที่ปรากฏข้อมูลและความเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันมา ถ้าจะว่ากันไปแล้วน่าจะเริ่มจากการรวมตัวของกลุ่มฝ่ายซ้ายเก่าที่เคยเป็น อดีตนักศึกษา และนักกิจกรรม ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองในยุค 14 ตุลาคม 2519 ต่อเนื่องมาจนถึงการถูกล้อมปราบในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้เห็นการกดขี่ ความไม่เป็นธรรมในสังคม การใช้อำนาจเผด็จการทหาร ประกอบกับมีการแผ่ขยายเข้ามาของลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกาเข้ามาในภูมิภาคเอ ซียตะวันออกเฉียงใต้
      
       คนเหล่านั้นซึ่งยังเป็นคนหนุ่มสาว ได้รับอิทธิพลทางความคิดในลัทธิคอมมิวนิสต์ แนวทางสังคมนิยม ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นพวก “หัวก้าวหน้า” ขณะที่บางส่วนก็มีความเห็นในเชิงอุดมคติ ใฝ่ฝันจะเปลี่ยนแปลงสังคมใหม่ และเมื่อสังคมรอบข้างบีบคั้นมากขึ้นในลักษณะที่เรียกว่า “ขวาพิฆาตซ้าย” ทำให้พวกเขาต้องหลบหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) จับอาวุธขึ้นสู้กับอำนาจรัฐ โดยฝันว่าจะสามารถ “ปลดแอก” นำไปสู่สังคมใหม่
      
       แน่นอนว่าแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในเป้าหมายสูงสุดคือ การเปลี่ยนแปลงสังคมแบบถอนรากถอนโคน โดยพาะอย่างยิ่งการโค่นล้ม “สถาบันพระมหากษัตริย์” เหมือนกับกรณีปฏิวัติประชาชนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ เช่น ที่รัสเซีย
      
       นอกเหนือจากนั้นยังเป็นช่วงสงครามเย็น ในยุคที่มีการแข่งเข้ามาอิทธิพลของมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย ฝ่ายแรกเป็นฝ่ายทุนนิยมเสรีที่นำโดย สหรัฐอเมริกา กับอีกฝ่ายคือสังคมนิยมคอมมิวนิสต์นำโดยสหภาพโซเวียตและ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยฝ่ายหลังจะให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งเกิดสงครามเวียดนาม และลุกลามเข้ามาจนทั่วภูมิภาคอินโดจีนและประเทศไทย
      
       อย่างไรก็ตามด้วยพระบารมี พระปรีชาสามารถ และด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ได้ ทรงอุทิศพระวรกาย ทุ่มเททุกอย่าง และด้วยนโยบาย 66/2523 ในรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สร้างความปรองดองกันในชาติ เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้ง ประกอบกับความขัดแย้งกันเองในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ระหว่าง จีนกับรัสเซีย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียใหม่ สามารถเจรจาให้ยุติการสนับสนุน จนทำให้ พคท.ต้องอ่อนแอลงเรื่อยๆ และต้องปิดฉากการต่อสู้ด้วยอาวุธลงในเวลาต่อมา
      
       อีกทั้งกลุ่มนักศึกษาฝ่ายซ้ายจำนวนมากที่ส่วนใหญ่เคยอยู่ในเมือง ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพความยากลำบากในถิ่นธุระกันดารได้อีกต่อไป ทำให้กลุ่มนักศึกษาฝ่ายซ้ายเหล่านี้หวนกลับคืนสู่เมืองมาใช้ชีวิตตามปกติ
      
       ขณะที่ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่เรียกว่า “ซ้ายอกหัก” แม้ว่าจะออกมาจากป่า แต่คนกลุ่มนี้ยังไม่เคยละทิ้งความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมตามอุดมคติดั้ง เดิมตามที่เคยใฝ่ฝันเอาไว้ โดยเฉพาะความพยายามในการ “โค่นล้ม” สถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อนำไปสู่การปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข
      
       เพียงแต่ว่าเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ก็ต้องปรับวิธีการใหม่ โดยหันเข้าหาทุน ซึ่งคงไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเห็นว่ามีพร้อมในทุกด้าน ดังนั้นนี่คือที่มาของ “ทุนบวกความฝันและอำนาจ”
      
       วิธีการเริ่มแรกคือใช้วิธี “ฝังตัว” ทำงานรับใช้ทั้งในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มรวมไปถึงการปลูกฝังให้คำปรึกษา สร้างนโยบายทางการเมืองเพื่อผูกใจประชาชน จนในที่สุดพัฒนากลายพันธุ์มาเป็น “ระบอบทักษิณกับทุนสามานย์” ที่เชื่อมโยงแบบพึ่งพาอาศัยกันอย่างลงตัว
      
       ปฐมบทปฏิญญาฟินแลนด์
      
       ปฏิญญาฟินแลนด์ เริ่มมีการระแคะระคายเผยแพร่ออกมาสู่สังคมภายนอกได้รับรู้อย่างจริงๆจังๆใน ราวปี 2547 โดยกลุ่มคนเดือนตุลาคม ที่มีการติดต่อปฏิสัมพันธ์กันเป็นประจำ มีการรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวในลักษณะหลุดโลก ถึงขนาดที่ว่ามีบางคน “ตัวอ้วนๆ” ขึ้นไปยืนบนดาดฟ้าเรือสำราญขณะท่องทะเลสาบแห่งหนึ่งประกาศเจตนารมณ์ให้ได้ยินไปทั่วทั้งคุ้งน้ำว่าเป้าหมายขั้นสุดท้ายคือต้อง “พลิกฟ้าคว่ำดิน” กันเลยทีเดียว
      
       ที่มาของปฏิญญาเกิดจากการประชุมที่ฟินแลนด์ของ 3 กลุ่มใหญ่คือ คนเดือนตุลาที่เข้าไปอิงแอบอยู่กับบริษัททุนใหญ่ นักธุรกิจและนักการเมืองร่วมกันกำหนดยุทธศาตร์การเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงการ บริหารการปกครองประเทศไทยในอนาคต และคนกลุ่มดังกล่าวก็กลายเป็นมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยในเวลาต่อมา
       อย่างไรก็ดีหลังจากนั้นไม่นานเมื่อมีการปูดข้อมูลเรื่องนี้ออกมาก็มี การยอมรับจากปากของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตซีอีโอบริษัทเครือชินคอร์ป ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2549ว่ามีการเดินทางไปประเทศฟินแลนด์จริงเมื่อปี 2540 แต่เป็นการนำคณะบุคคลที่ช่วยงานไปพักผ่อนรวมทั้งไปดูงานทางธุรกิจเท่านั้น
      
       อย่างไรก็ดียุทธศาสตร์ฟินแลนด์ หรือ “ปฏิญญาฟินแลนด์” หรือบางครั้งเลยเถิดกลายเป็น “ยุทธศาสตร์ทักษิณ” ถูกนำมาขยายความในเวลาต่อมาว่ามีเป้าหมาย 5 ประการหลัก คือ
      
       1 สร้างระบบการเมืองพรรคเดียว2 ทำลายความเข้มแข็งของระบบราชการแบบเก่า ให้รับใช้ระบบการเมือ3 แปลงสินทรัพย์ของรัฐเป็นทุนเสรี 4 บั่นทอนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นเพียงสัญญลักษณ์ และ5 สร้างระบบพรรคแบบรวมศูนย์การนำสูงสุด
      
       หากพิจารณากันอย่างพินิจก็จะพบเห็นถึงความบังเอิญว่าไปพ้องกับ พฤติกรรมและความเคลื่อนไหวของพรรคไทยรักไทยต่อเนื่องกันมา แม้กระทั่งถูกสั่งยุบพรรคแล้วกลายสภาพมาเป็นพรรคพลังประชาชนในเวลาต่อมาก็ ตาม
      
       มุ่งสู่สาธารณรัฐ
      
       สำหรับขบวนการล้มเจ้า หรือขบวนการสาธารณรัฐ เริ่มปรากฎเป็นหลักฐานอ้างอิงชัดเจนมากขึ้นจากคำพูดและคำยืนยันจากปากของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันหวนกลับมาเป็นประธานพรรคเพื่อไทยและเกี่ยวข้องเป็นผู้ร่วมขบวนการที่ร่วมสร้างความปั่นป่วนนั่นเอง
      
       น่าตกใจก็คือก่อนหน้านั้นเขายืนยันถึง “ขบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า” ว่ามีอยู่จริงและกำลังคุกคามขยายวงออกไปอย่างน่ากลัว เนื่องจากมีขั้นตอนและเป้าหมายสูงสุดถูกกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ “สาธารณรัฐ”
      
       โดยขบวนการดังกล่าวกำลังรุกคืบในหลายช่องทาง ทั้งในรั้วมหาวิทยาลัย สถาบันทางวิชาการ ในรัฐสภา แม้กระทั่งภายในรัฐบาลก็ไม่เว้น
      
       นอกจากนี้ยังใช้วิธีการเผยแพร่ความคิดผ่านทางสื่อบางกลุ่มไปยัง ประชาชน ซึ่งรวมไปถึงการอิงแอบไปกับการเคลื่อนไหวบนท้องถนนอย่างแนบเนียนอีกด้วย
      
       การโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์มีให้เห็นเด่นชัดเมื่อประมาณ 2-3 ปี ที่ผ่านมา และมีให้เห็นมากขึ้นในช่วง 3 รัฐบาลที่แล้ว คือรัฐบาล ทักษิณ ต่อเนื่องมาจนถึง สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
      
       ยุคไทยรักไทยขบวนการใต้ดินเติบโต
      
       นับตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล “ขบวนการล้มเจ้า” หรือ “ขบวนการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” รวมไปถึง “ขบวนการสาธารณรัฐ” เริ่มขยายเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่างบังเอิญเป็นอย่างยิ่ง
      
       ในระยะเริ่มแรกหลายคนอาจจะไม่ทันได้สังเกตว่าเกิดเว็บไซต์หมิ่นพระ บรมเดชานุภาพ ให้ร้าย บิดเบือนและทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่มีการกล่าวขานกันมากก็คือเว็บไซต์ “มนุษยด็อทคอม” ที่มุ่งโจมตี บิดเบือนเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันจะถูกปิดไปแล้ว แต่กว่าจะดำเนินการได้สำเร็จก็ต้องใช้เวลาผ่านไปเนิ่นนานนับปี
      
       เปลี่ยนเพลงชาติ-เปลี่ยนบัตรประชาชน
      
       ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2548 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีแนวคิดจะเปลี่ยนเพลงชาติไทยใหม่ โดยให้กระทรวงกลาโหมประสานงานกับระทรวงวัฒนธรรมในยุค อุไรวรรณ เทียนทอง มอบหมายให้บริษัทจี เอ็มเอ็มแกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เรียบเรียบเสียงประสานใหม่ และมีผลสรุปออกมาเป็นเพลงชาติไทย 6 รูปแบบใหม่ดังนี้ คือ1. แบบเป็นทางการ 2. แบบเข้มแข็ง แต่ไม่แข็งกร้าว 3. แบบเปิดในงานลีลาศ 4. แบบแดนซ์รุ่นใหม่เอาใจวัยรุ่น 5. เวอร์ชันแบบเอาใจเด็กเล็ก 6. เวอร์ชันเอาใจผู้สูงอายุ มีเครื่องมโหรีช่วยบรรเลง แต่หลังจากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปก็มีเสียงคัดค้านและตำหนิรัฐบาลอย่าง รุนแรงว่าเป็นการทำลายเอกลักษ์และอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานจน มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เรื่องก็เงียบไป
      
       นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงบัตรประชาชนขึ้นใหม่ โดยมีความพยายามยกเลิกตราครุฑซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ บนบัตรประชาชนแบบใหม่ที่เรียกว่าบัตรสมาร์ทการ์ด อ้างว่าเพื่อสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล ป้องกันการปลอมแปลง หรือเพื่อความมั่นคง สารพัด
      
       ขณะเดียวกันรัฐบาลในยุคนั้นยังได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 ว่าด้วยการจ้างพนักงานของรัฐ โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2548 เป็นต้นมา โดยอ้างว่าการเปลี่ยนฐานะดังกล่าวเพื่อให้เกิดความหลากหลาย และความเหมาะสมในการใช้กำลังคนภาครัฐให้เกิดความเหมาะสมและสอดคล้องกับการ บริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่
      
       เพราะหากพิจารณาคำนิยามของ “ข้าราชการ” ตั้งแต่สมัยโบราณมีความหมายถึงการปฏิบัติราชการในลักษณะรับใช้พระเจ้าแผ่นดินหรือพระมหากษัตริย์
      
       ตั้งสมเด็จพระสังฆราชซ้อน
      
       ต่อมายังได้ลงนามเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 แต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช มี สมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นประธาน อ้างว่า สมเด็จพระญาณสังวร สังคปรินายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันประชวร มิอาจปฏิบัติพระภารกิจได้
      
       กรณีที่เกิดขึ้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็นการละเมิดพระ ราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งที่หากพิจารณาตามโบราณราชประเพณีแล้วพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมเด็จ พระสังฆราช หรืออย่างน้อยก็ต้องขอพระราชทานกราบทูลเพื่อให้ทรงวินิจฉัยเสียก่อน
      
       “ไทยคู่ฟ้า”เทียบชั้นประมุข
      
       อาจเป็นเพราะเห็นสหรัฐมีเครื่องบินประจำตำแหน่งที่เรียกว่า “แอร์ฟอร์ซวัน” หรือเปล่าไม่ทราบ หรืออาจเป็นเพราะคิดว่าตัวเองมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในประเทศนี้อยู่ในกำมือ จึงมีความทะเยอทะยานต้องการเสริมสร้างบารมีให้สูงเด่นเกินระดับผู้นำธรรมดา แม้ว่าเมื่อหันไปดูสหรัฐอเมริกาที่ใช้เครื่องบินดังกล่าวเป็นพาหนะเป็นระดับ ประมุขของชาตินั่นคือประธานาธิบดี และเป็นประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลก และเพื่อความปลอดภัยของผู้นำ
      
       ขณะที่ไทยยังถือว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา และในอดีตไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดมีความคิดที่จะมียานพาหนะเป็นเครื่องบิน ประจำตำแหน่งเลย
      
       สำหรับการซื้อเครื่องบิน “ไทยคู่ฟ้า” หรือ แอร์บัส เอ 319 ACJ มาใช้ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2547 โดยใช้งบประมาณของรัฐ เฉพาะค่าเครื่องบินประมาณ 2 พันล้านบาท ยังไม่นับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 55 ล้านบาท แม้ว่าจะจอดอยู่เฉยๆไม่ได้ใช้งานก็ตาม
      
       แต่ที่น่าสนใจก็คือความเป็นมาของเครื่องบินลำนี้ ที่นำมาจากการนำเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปแลกมาพร้อมกับเพิ่มเงินอีก 30 ล้านเหรียญกว่าจะได้มา ซึ่งแทนที่จะนำไปซื้อเครื่องบินพระที่นั่งเพราะในเวลานั้นมีสภาพเก่าใช้งาน มานานกว่า 20 ปี แต่รัฐบาลยุคนั้นกลับนำไปซื้อเครื่องบินประจำตำแหน่งนายกฯแทน
      
       ทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ตีตนเสมอเจ้า
      
       การสร้างกระแสเพื่อเสริมสร้างบารมี เพื่อให้เกิดความศรัทธาจากประชาชนยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะยิ่งเข้มข้นและพิสดารพันลึกมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เครือข่ายระบอบทักษิณมักนำมาใช้ก็คือเรื่อง “พิธีกรรม” บางครั้งถึงกับใช้วิธีการแบบ “ระลึกชาติ” แบบหลุดโลกพิสดาร เพื่อรองรับและโน้มน้าวความเชื่อของมวลชนในระดับล่างที่มีความคุ้นเคยกับ เรื่องเหล่านี้ตามวิถีชีวิตดั้งเดิมแบบสืบทอดกันมาแบบรุ่นต่อรุ่น เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ผู้นำ “หน้าเหลี่ยม” ก็มีที่มา “ไม่ธรรมดา” เหมือนกัน
      
       ที่ผ่านมาเคยมีอุตริอุปโหลกให้ ทักษิณ ชินวัตร เป็น “พระเจ้าตากสิน” กลับชาติมาเกิด เพื่อมากอบกู้ชาติก้มี และบังเอิญว่าในภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า TAKSIN ซึ่งชื่อไปพ้องกันพอดี
      
       นอกจากนี้ยังมีภาพวาด “พญากือนา” หรือ “พระเจ้ากือนาธรรมิกราช” ที่ตามประวัติระบุว่าเคยเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์เม็งราย ปกครองอาณาจักรล้านนา สันนิษฐานว่าทรงครองราชย์ในราวปี พ.ศ.1898-1928 และกษัตริย์พระองค์นี้ยังทรงอัญเชิญพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไปประดิษฐานบน ดอยสุเทพ สร้างคุณูปการมากมาย
      
       แต่ที่น่าตกตะลึงพรึงเพริดไปมากกว่านั้นก็คือมีความพยายามจงใจวาดพระพักตร์ของพญากือนาในยุคหลายร้อยปีก่อนให้มี “ใบหน้าเหลี่ยมๆ” เหมือนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีผิด
      
       นอกจากนี้ยังมีการหล่อรูปปั้นพระพุทธรูป “ชินวัตรมุณี” ในวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก็อย่าได้แปลกใจที่เป็นพระพุทธรูปใบหน้าปางสี่เหลี่ยมเช่นเดียวกัน
      
       อุปโหลก“พระเจ้ามูลเมือง-เจ้าษิณ”
      
       ยังมีพิธีกรรมเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ที่วัดอุโมงค์ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่คราวนี้ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดญาติผู้พี่ถึงกับลงทุนไปนั่งเป็นประธานในพิธีด้วย ตัวเอง พร้อมด้วยคนกลุ่มหนึ่งร่วมกันทำพิธีทำบุญสืบชะตานัยว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ตามข้อมูลของคนทรงยืนยันว่ากำลังถูกเจ้ากรรมนายเวรตามเอาชีวิต
      
       ในพิธีกรรมดังกล่าวมีผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งในชุดนุ่งขาวห่มขาวมาเข้าทรงแล้วอ้าง “ข้อมูลใหม่” สมัยเมื่อชาติปางก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเป็นกษัตริย์ปกครองหัวเมืองล้านนา ในอดีตมีชื่อว่า “พระเจ้ามูลเมือง” หรือ “เจ้าษิณ” และเชื่อว่าสาเหตุที่ต้องประสบเคราะห์กรรมในขณะนี้ เป็นเพราะกรรมในอดีตชาติตามมารังควานจึงต้องมีการปัดเป่าให้พ้นไป
      
       แต่ที่เหิมเกริมไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกันไปกว่านั้นก็คือในการทำพิธี ดังกล่าวมีการเขียนชื่อบุคคลระดับสูงที่ชาวบ้านทั้งประเทศเคารพนับถือ และบุคคลสำคัญคนอื่นๆ หลายคนที่ถูกระบุว่าเป็นศัตรู เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงคนอื่นๆที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามและคิดว่าเป็นศัตรูกับตนเองอีกหลายคนรวม อยู่ด้วย
      
       พิธีกรรมดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอันมากว่าเป็น เสมือนจงใจสร้างภาพหรือยกฐานะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นลักษณะของสมมุติเทพ ไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป
      
       แม้ว่าพิธีกรรมแบบนี้อาจจะสร้างความตลกขบขันให้คนทั่วไปที่ไม่เชื่อ ถือในเรื่องไสยศาสตร์ดังกล่าวเห็นว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่สำหรับวิถีชีวิตในชนบทก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังยึดมั่นอย่างเคร่งครัด ประกอบกับมีขบวนการ “ปล่อยข่าว” อย่างเป็นขั้นเป็นตอนมันก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อมากขึ้นไปอีก
      
       นั่งบนพรมแดงเป็นประธานในวัดพระแก้ว
      
       ปรากฎการณ์ที่สร้างความสงสัย สร้างความปวดร้าวและความไม่พอใจระคนกันมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสิ่งที่ ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายได้ดำเนินการมาโดยตลอดนั้นมีเป้าหมายสูงสุดคืออะไรกันแน่
      
       สิ่งที่สะกิดใจและเริ่มเกิดความสงสัยผุดขึ้นในใจเป็นทวีคูณเมื่อได้ เห็นภาพที่ปรากฎขึ้นในวันที่ 10 เมษายน 2548 ของ ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี “ศาสนสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติ” หรือที่เรียกกันว่า “พิธีทำบุญประเทศ” ภายในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ “วัดพระแก้ว” ซึ่งเป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานในพระบรมมหาราชวัง
      
       พิธีดังกล่าวมี ทักษิณ นั่งอยู่บน “พรมแดง” ในตำแหน่งที่พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์ชั้นสูงทรงประทับ โดยมีบุคคลในครอบครัว และคณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วม ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ ศ.ระพี สาคริก ซึ่งเป็นปูชนียบุคคล และ พล.อ.พิจิตร กุลวณิชย์ องคมนตรี ทนไม่ได้ต้องออกมาท้วงติงในทำนองว่าเป็นการเหิมเกริมตีเสมอเจ้า
      
       ทำลาย พล.อ.เปรมกระทบชิ่งสถาบัน
      
       ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบอบทักษิณ ได้ใช้มวลชนเสื้อแดง รวมทั้งเครือข่ายใต้ดินแทบทั้งหมดมุ่งเน้นโจมตีสถาบันองคมนตรี โดยเฉพาะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่หากพิจารณาให้ดีก็หมายถึงต้องการให้กระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์นั่น เอง
      
       เป็นการรับรู้กันอยู่แล้วว่า องคมนตรีเปรียบเหมือนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ขณะที่ พล.อ.เปรม ก็เปรียบได้กับประธานที่ปรึกษา มีที่มาจากการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งและให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราช อัธยาศัย ดังนั้นการก้าวล่วงโจมตีองคมนตรี หรือประธานองคมนตรี น่าจะมีเจตนาที่แท้จริงสูงไปกว่านั้นแน่นอน
      
       หากเปรียบสถาบันองคมนตรีเป็นขาเก้าอี้ที่ค้ำยันรองรับสถาบันพระมหา กษัตริย์ ดังนั้นเมื่อจะทำลายให้ได้ผลสำเร็จก็ต้องเลื่อยขาเก้าอี้ให้ขาดไปก่อน อีกทั้งยังสามารถอำพรางมวลชนที่บริสุทธิ์ให้หลงทาง เข้าร่วมขบวนการโดยไม่รู้ตัว โดยอ้างว่าการขับไล่ พล.อ.เปรมก็คือการปกป้องสถาบัน
      
       อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องควรรู้ก็คือการเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม และองคมนตรีคนอื่นๆลาออก เช่น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พล.อ.พิจิตร กุลลวณิชย์ เป็นต้น ถือว่าเป็นการก้าวล่วง ทำให้ระคายเคือง เพราะการแต่งตั้งหรือให้พ้นจากตำแหน่ง ต้องมีการโปรดเกล้าฯตามพระราชอัธยาศัย ไม่ใช่ว่าใครอยากจะเป็นก็เป็นได้ ดังนั้นบุคคลที่รับตำแหน่งดังกล่าวนอกจากต้องความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์สูงแล้วยังต้องได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยอีกด้วย
      
       ใช้สื่อเครื่องมือดิสเครดิต-ทำลาย
      
       ในยุคที่ระบอบทักษิณ ยังครองอำนาจรัฐ สื่อถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมืออย่างเป็นระบบ ทั้งในรูปแบบการโฆษณาชวนเชื่อ และที่สำคัญเพื่อโจมตีสถาบันเบื้องสูงซึ่งกระทำอย่างเป็นระบบมีทั้งประเภท สื่อหลัก สื่อรอง สื่อใต้ดิน อย่างเช่น ฟรีทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เว็บไซต์ ใบปลิว รวมไปถึงการปล่อยข่าวลือตามแหล่งชุมชน หรือบนรถแท็กซี่ เป็นต้น
      
       ปรากฏการณ์ที่สร้างความแปลกประหลาดใจคนไทยเป็นอย่างมากกับการนำเสนอ รายงานของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที(ภายใต้การกำกับของ จักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีสำนักนายกฯ) นำเสนอรายงานเกี่ยวกับการโค่นล้มราชวงศ์เนปาล ตามมาด้วยสารคดีเกี่ยวกับการปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ในสาธารณรัฐฝรั่งเศส รวมไปถึงการโค่นล้มระบบกษัตริย์ในอังกฤษโดย นายพลครอมเวล
      
       ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นหากจะบอกว่าเป็นการรายงานสถานการณ์ตามข้อเท็จ จริงก็อาจจะกล่าวได้ ไม่ผิด แต่ผิดปกติตรงที่มีการรายงานในลักษณะพิเศษและเจาะจงจนผิดสังเกต เพราะมีความเคลื่อนไหวที่ “บังเอิญ” ต่อเนื่องกันต่อๆมา
      
       มติชน สุดสัปดาห์ยก “Case study”
      
       มติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน 2549 หยิบยกเอากรณีเนปาลมาเป็นกรณีศึกษา (Case study) ไม่น่าแปลกใจหากเป็นการนำเสนอความเคลื่อนไหวทั่วไป แต่นี่เป็นรายงาน “พิเศษ” และพิเศษไปกว่าอีกเมื่อนักหนังสือพิมพ์อาวุโสอย่าง เสถียร จันทิมาธร ที่เคยควบคุมกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวยังเป็นอดีตฝ่ายซ้ายเคย เคลื่อนไหวกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) เคยมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายดวง”
      
       สหายดวง เป็นคอลัมนิสต์คนเดียวกันนี่แหละที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยออกปากชื่นชมออกนอกหน้าว่ามีมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์อย่างเฉียบคม โดยพาะชื่นชอบงานเขียนในคอลัมน์ในหน้า 3 ของหนังสือพิมพ์มติชนรายวันระหว่างแถลงข่าวประจำสัปดาห์ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 มาแล้ว
      
       สื่อแดง-สื่อเทียมโหมโรงจาบจ้วง
      
       นอกจากจะมีสื่อกระแสหลักทำหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อ สร้างความนิยมให้กับระบอบทักษิณแล้ว บางโอกาสยังฉวยจังหวะคอยเป็นกระบอกเสียงหรือเปิดโอกาสให้ ทักษิณ ชินวัตร ชี้แจงกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามอย่างผิดปกติ ดังเกิดขึ้นกับกรณีของ จอม เพชรประดับ ที่ใช้คลื่นวิทยุอสมท.สัมภาษณ์สด เปิดโอกาสให้แก้ตัว(อาจเรียกว่าชี้แจง) รวมทั้งโจมตีกระบวนการยุติธรรมของไทย
      
       ระบอบทักษิณ รวมไปถึงขบวนการสาธารณรัฐเหล่านี้ยังได้ผลิตสื่อรอง หรือสื่อเฉพาะกิจหรือที่เรียกกันว่า “สื่อเทียม” ออกมามากมายเพื่อระดมโหมโจมตีสถาบันเบื้องสูงอย่างต่อเนื่อง เท่าที่เห็นในสารบบตอนนี้ ซึ่งมีทั้งโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เช่น สถานีประชาธิปไตย(ดี-สเตชั่น) ก่อตั้งโดย อดิศร เพียงเกษ สถานีประชาชน (พีเพิลชาแนล) เป็นต้น
      
       ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ ก็มี ไทย เรดนิวส์ รายสัปดาห์ แนววิเคราะห์การเมืองไทย และ Red News หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน เป็นต้น
      
       วิทยุชุมชน เช่น วิทยุชุมชนอุดรคนรู้ใจ คลื่นเอฟเอม 87.75 วิทยุชมชนคนรักไทย คลื่นเอฟเอ็ม 95.25 วิทยุชุมชนเชียงใหม่ คลื่นเอฟเอ็ม 92.50 วิทยุชุมชนลำปางคลื่นเอฟเอ็ม 90.25 วิทยุชุมชนเชียงราย คลื่น 104 วิทยุชุมชนริมปิง วิทยุชุมชนลำพูน วิทยุชุมชนอุบล วิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ คลื่น 92.75 ฯลฯ
      
       นอกจากนี้ เครือข่ายระบอบทักษิณ ได้ใช้ยุทธวิธีโลกล้อมประเทศ โจมตีฝ่ายตรงข้ามในประเทศไทย ซึ่งหมายรวมไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยว่าจ้างบริษัทลอบบี้ยิสต์ต่างประเทศโน้มน้าวสื่อชั้นนำ รวมไปถึงการจ้างบริษัทลอบบี้ยิสต์ที่มีอิทธิพลและเข้าถึงสมาชิกรัฐสภาของ สหรัฐ ซึ่งบริษัทดังกล่าวก็คือ บริษัทบาร์เบอร์ กริฟฟิธ แอนด์ โรเจอร์ส จำกัด และบริษัท เบเกอร์ บ๊อทส์ จำกัด (BAKER BOTTS L.L.P.) ของนายเจมส์ เอ. เบเกอร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ ที่มีความใกล้ชิดกับนายจอร์จ บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ โดยบริษัทหลังได้ว่าจ้างเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2549 รวมทั้ง บริษัท เอลเดอร์แมน ในกรุงวอชิงตัน และฮ่องกง เป็นต้น
      
       ใช้ “วัดธรรมกาย” ขยายมวลชน
      
       มวลชนถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเป้าหมายทางการเมืองในอนาคต ข้างหน้า แต่ปัญหาก็คือจะหามวลชนที่มีระเบียบวินัย มีการจัดตั้งที่ดี และที่สำคัญต้องมีจำนวนมากพอ ขณะที่อีกฝ่ายก็ต้องการอำนาจจากการเมืองในการปกป้องหรือช่วย “เคลียร์” บางเรื่องให้ผ่านพ้นไป อีกทั้งทำให้การขยายเครือข่าย “ธรรมกาย” ออกไปได้กว้างขวางและสะดวกทำให้ทั้งสองฝ่ายสมประโยชน์ซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี
      
       ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งสำหรับธรรมกาย ที่ต้องมาอิงแอบอยู่กับ ระบอบทักษิณ ก็น่าจะมาจากเหตุผลต้องการพึ่งพาอำนาจรัฐในการขยายอาณาจักรความเชื่อแบบ “ลัทธิใหม่” ออกไปแบบไม่มีอุปสรรคขัดขวาง ดังจะเห็นได้จากกรณีสั่งให้ถอนฟ้องคดียักยอกทรัพย์ที่ ธรรมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถูกฟ้องเป็นจำเลย อย่างพิลึกพิลั่นคาใจคนทั้งประเทศมาแล้ว
      
       ลัทธิธรรมกายที่เน้นในเรื่อง “นิมิต” ซึ่งนิมิตนี้จะ กลม ใส สว่าง รวมไปถึงการอวดอ้างว่านิมิตดังกล่าวเป็นปากทางก่อนเข้าสู่นิพพาน อีกทั้งสอนให้เชื่อว่า นิพพานคือ “อัตตา” ซึ่งยังมีข้อถกเถียงกันว่าเป็นการบิดเบือนหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ และทุกคนสามารถเข้าถึงนิพพานได้หากปฏิบัติตามแนวทางธรรมกายรูปแบบที่กำหนด เอาไว้
      
       นอกจากนี้ยังอวดอุตริในเรื่องพิธีกรรมแปลกประหลาด สร้างเรื่องความเป็นคน “พิเศษ” ของ “แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง” ผู้ให้กำเนิดวัดธรรมกาย เป็นผู้อุปถัมภ์ พระธรรมชโย และเป็นผู้ชี้ทางให้บรรลุในวิชาธรรมกาย ซึ่งความพิเศษที่ว่านั้นก็คือ ทั้งสองคนดังกล่าวจะทำหน้าที่กลั่นอาหารทิพย์ที่นำมาจากข้าวปลาอาหารที่ชาว บ้านนำมาถวาย ซึ่งอาหารทิพย์ที่ว่านั้น ทั้งแม่ชีจันทร์กับ ธรรมชโย จะเป็นผู้นำไปถวายพระพุทธเจ้าเสวยในทุกข์วันอาทิตย์ต้นเดือน
      
       แค่นี้ก็ถือว่าแหกตาหลุดโลกแล้ว เพราะในบรรดาชาวพุทธทั้งหลายที่มีอยู่หลายล้านคนทั่วโลก ทำไมมีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่มีสิทธิพิเศษได้เข้าเฝ้าฯในแดนนิพพานเท่า นั้น
      
       นอกจากนี้ยังอวดอุติสร้างกระแสอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อื่นๆ เช่น บอกว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดลงมาตอน แรกมีเป้าหมายที่ประเทศไทย เนื่องจากมีกองทหารญี่ปุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ด้วยการบำเพ็ญภาวนาของ แม่ชีจันทร์ เป็นเวลาถึง 7 วัน 7 คืน มีตบะแก่กล้า ก็สามารถสร้างกุศล ปัดระเบิดนิวเคลียร์ไปตกที่เมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิได้ ทำให้คนไทยรอดพ้นอันตราย
      
       แต่ขณะที่สร้างกระแสในเรื่องนี้เพื่อให้สาวกทึ่งและนับถือในความเก่งกาจ เพื่อสร้าง “อุปทานหมู่” แต่คงลืมไปว่าการที่ทำเช่นนั้นกลับไปสร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสให้กับ ชาวญี่ปุ่นอีกนับแสนคนที่เสียชีวิตและทนทุกข์ทรมาณจากกัมมันตภาพรังสี มีบาดแผลทางกายและใจมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่รู้มีบาปกรรมตามมาอีกเท่าไหร่ อย่างไรก็ดียังเป็นความโชคดีที่เรื่องนี้ยังไม่แพร่ไปถึงประเทศญี่ปุ่น หรือคนญี่ปุ่นฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ไม่เช่นนั้นก็มีสิทธิ์จะโดนยำเละคา “จานบิน” ไปแล้วก็เป็นได้
      
       ที่ผ่านมาวัดธรรมกายสามารถสร้างเครือข่าย สร้างมวลชน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “สาวก” ได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสมัยที่ระบอบทักษิณเรืองอำนาจ เป็นลักษณะจัดตั้งแบบลูกโซ่ ซึ่งรวมไปถึงการให้เงินสนับสนุนกับวัดในต่างจังหวัด หรือโรงเรียนทั่วประเทศ ที่มักมีกิจกรรมในเรื่องพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ
      
       การขยายเครือข่ายออกไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็วดังกล่าวทำให้ถูกมอง ว่าเป้าหมายแท้จริงของวัดธรรมกายคงไม่ใช่แค่เรื่องกิจกรรมในทางศาสนาโดยทั่ว ไปเท่านั้น แต่น่าจะหมายถึงการตั้งนิกายใหม่ และรวมไปถึงการมีอิทธิพลไปครอบงำวงการสงฆ์ไทยทั่วประเทศ ซึ่งครั้งหนึ่งถึงขั้นเหิมเกริมท้าชนกับมหาเถรสมาคม ขอกำหนดทิศทางของคณะสงฆ์ของตัวเอง
      
       เมื่อมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในวันหน้า ก็มีทางเดียวที่จะสามารถบรรลุไปถึงได้ก็ต้องประสานเคียงคู่ไปกับระบอบทักษิณเท่านั้น
      
       ดังนั้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวมาทั้งหมด มันช่างบังเอิญและสอดคล้องต้องกัน เพราะมีการกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นขบวนการ และเมื่อมาถึงวันนี้เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์กับ “เดอะไทมส์” ออนไลน์ ที่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาก็เผ็นจิ๊กซอร์ที่เชื่อมถึง กันพอดี จนกลายเป็น “ใบเสร็จ” ที่เป็นหลักฐานมัดจนดิ้นไม่หลุด!!

จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

Posted:Sunday, November 22, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

ปกติแล้วผมไม่ใช่คนที่พูดหยาบคาย แต่คราวนี้มันเหลืออดจริงๆ ที่เห็นสิ่งที่ทักษิณกับพวกเสื้อแดงมันกำลังจะทำำกับประเทศไทย อยากจะเอาคำสาปแช่งมาให้อ่านซะหน่อย


"กูกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

ผู้เป็นโอรสของพระปิยะมหาราช ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า

แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษได้เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิตเข้าแลกไว้

ไอ้อีมันผู้ใด คิดบังอาจทำลายแผ่นดิน

ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ฤๅ กระทำการทุจริต ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อส่วนรวม


จงหยุดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว

ก่อนที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโคตร

ให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยามอันเป็นที่รักของกู

ตราบใดที่คำว่า "อาภากร" ยังยืนหยัดอยู่ในโลก

กูจะรักษาผืนแผ่นดินสยามของกู

ลูกหลานทั้งหลาย

แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา

แผ่นดินใดให้ที่ซุกหัวนอน ให้ความร่มเย็นเป็นสุข

มิให้อนาทรร้อนใจ

จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น"


พวกมึงจงจำใส่หัวกบาลเอาไว้ บรรพบุรุษไทยเอาเลือดทาแผ่นดิน เพื่อให้พวกมึงมีที่ซุกหัวนอน มีที่ทำมาหากินไม่ให้อดตาย พวกมึงต้องตอบแทนบุญคุณของบ้านเกิดเมืองนอน ไม่ใช่ทำร้ายทำลายประเทศของมึงเอง

Posted:Sunday, November 22, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

เรื่องที่ทักษิณบัญชาการให้พลพรรคเสื้อแดงออกอาละวาดในวันที่ ๒๙ พฤศิจากยน นี้ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเข้าใจอย่างนึง มันไม่ได้รักประชาธิปไตยอย่างที่แหกปากตะโกนอยู่ มันอยากได้เงินคืนเท่านั้น เงินก้อนโตพอที่จะต้อแลกด้วยประเทศไทยทั้งประเทศ งานนี้บรรดาลูกสมุนทั้งหลายก็ต้องแสดงเต็มที่ ไม่งั้นไม่ได้ค่าจ้างคุ้มค่า เหนื่อยจนหน้าดำกันหมดทุกคน ดูไอ้วีระ ดูไอ้ตุ๊ตู่ สามเกลอหัวขวดที่แสดงให้สมบทบาทนายใหญ่หน่อย ไม่งั้นไม่ได้ตังค์ ถุย! ไอ้พวกพรรคเพื่อแม้วอีก ทั้งครอกคลานไปหานายมึงที่เขมร ไปรับเบี้ยเลี้ยงรึไงวะ แต่ละคนจะหาดีแม่แต่นิดเดียวยังไม่ได้ ไอ้ที่หาได้ก็มีแต่แบบพวกนึงเนี่ย พรรคมึงจะตั้งมาทำไมวะ เอาเงินภาษีของพวกกูไป แล้วทำตัวเป็นนกสองหัว รับเงินแม้ว รับเงินภาษี แล้วมึงกลับแห่กันไปหาเจ้ามูลแม้วถึงเขมร กูจะเลี้ยงพวกมึงไปทำไม ยังเสือกขอขึ้นเงินเดือนอีก กูไม่ไม่เคยเห็นนักการเมืองที่ไหนเค้าจะหน้าด้านหมือนพวกมึงเลย ไอ้เสธ.แดงแจ๋อีกตัว เคยรบกับใครเค้าที่ไหน โดดตำรวจอุ้มยังร้องเหมือนหมาเลย ทำเป็นกร่าง ทำเป็นรู้ทุกเรื่อง ลูกระเบิดแบบไหนมึงรู้หมด แต่พอตำรวจขอให้ไปให้รายละเอียด มึงเสือกบอกว่าไม่ไป กลัวเค้าจับได้รึไง เป็นถึงนายพลกองทัพไทย เสือกแอบหนีไปเขมร ไปกอดทักษิณกินข้าวกับฮุน เซน มีภาพถ่ายทนโท่น ยังพูดมาได้ว่า แค่คนหน้าเหมือน ถุย ไอ้ฉิบหาย นายพลหน้าด้านแบบนี้กูไม่เคยเห็น

ส่วนไอ้แม้ว กูขอบอกไว้เอาบุญ มึงล้มเจ้าไม่ได้หรอก คนเค้าไม่เอากะมึงหรอก คนไทยยังรักในสถาบันมากกว่าที่มึงคิด กูว่ามึงไม่หาหมอรักษาไข่มึงดีกว่า มัวแต่วางแผนปล้นชาติ เผลอๆ จะไม่มีไข่เหลือไว้ให้เลีย

 

Posted:Friday, November 20, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

จะไม่ห่วงนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี  ผู้นำประเทศในช่วงที่ต้องเจอศึกรอบด้านก็คงกระไรอยู่  เพราะหลังจากศึกนอกเรื่องความขัดแย้งกับกัมพูชา  จนสถานการณ์เริ่มเพลาเบาบางลงบ้าง  กลับต้องมาเจอศึกในที่ต้องเจอมาทั้งปี  นั่นคือการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ  หรือ  นปช.  และกลุ่มเสื้อแดง  ที่ประกาศนัดชุมนุมใหญ่แบบแตกหัก  เพื่อไล่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้ลุล่วง  โดยครั้งนี้ดูเหมือนว่ามีแรงดันอย่างเต็มที่  เพราะวันพิพากษาคดียึดทรัพย์ของอดีตผู้นำไทยกำลังใกล้เข้ามาเต็มที      แต่ก่อนหน้านั้น  นายกรัฐมนตรีก็ยังเดินสายพบปะประชาชนในพื้นที่ฐานเสียงสีแดง  โดยมีข่าวว่า  นายเพชรวรรต  วัฒนพงศ์ศิริกุล  ผู้ดำเนินรายการสภากาแฟ  ทางคลื่นเอฟเอ็ม  92.5  จ.เชียงใหม่  และผู้ร่วมดำเนินรายการคนหนึ่ง  ได้กล่าวผ่านทางรายการในลักษณะปลุกระดมประชาชนในพื้นที่ให้ออกมาใช้กำลัง  ประทุษร้าย  และละเมิดกฎหมายในช่วงที่นายอภิสิทธิ์จะเดินทางลงพื้นที่  จ.เชียงใหม่  เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการต่างๆ  ของรัฐ  ระหว่างวันที่  27-29  พ.ย.นี้

นี่ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่กลุ่มเสื้อแดงใช้วิทยุชุมชนปลุกระดมมวลชนให้ออกมา ใช้ความรุนแรงกับศัตรูการเมืองถึงขั้นทำร้าย  และประทุษร้ายต่อร่างกาย  แต่ก่อนหน้านี้กลุ่มเสื้อแดงได้ใช้วิธีการนี้หลายครั้งต่อนักการเมือง  ฝ่ายตรงข้าม  ซึ่งแต่ละครั้งก็มีดีกรีความรุนแรงต่างกันไป  แต่ในลำดับขั้นแรกคือ  การปิดล้อมสถานที่ที่นักการเมืองเหล่านั้นจะไป  จนทำให้เกิดภาพข่าวเผยแพร่ไปในสื่อต่างๆ  เพื่อให้เห็นศักยภาพของกลุ่มเสื้อแดง  ที่นับวันจะเติบโตและสร้างพลังที่แข็งกร้าวเพิ่มขึ้นทุกวัน

แต่การพัฒนาไปถึงขั้นใช้กำลังและอาวุธเข้าประหัตประหารกันนั้น  แม้จะมีขึ้นบ้างประปราย  แต่ก็ยังไม่ถึงกับพุ่งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรีเหมือนครั้งนี้  ซึ่งความหนักใจก็น่าจะอยู่ที่ฝ่ายที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัย  โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ  และเจ้าหน้าที่ทหาร  ที่เมื่อต้องใช้มาตรการเข้มข้นขึ้น  ก็เสี่ยงที่จะต้องปะทะและเกิดเหตุรุนแรงขึ้นได้  ซึ่งความรุนแรงและสถานการณ์นองเลือดดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายหลักที่กลุ่ม เคลื่อนไหวในต่างจังหวัดต้องการให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว

และดูเหมือนว่ากองทัพก็ถูกจัดให้อยู่ในเงื่อนไขและตัวแปรที่ฝ่ายเคลื่อนไหว ต้องการให้เกิดปฏิกิริยาใช้กำลังในการแก้ไขปัญหา   เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่จัดไว้   แต่หากไม่เป็นไปตามนั้น   ก็เชื่อมั่นว่ากลุ่มเสื้อแดงคงใช้มาตรการอื่นในการสร้างภาพข่าว  ลดกระแสความเชื่อมั่นในมาตรการรักษาความปลอดภัย  เช่น  การปาสิ่งของ  เช่น  ปาไข่  หรือสิ่งปฏิกูลใส่  ที่หากเป็นไปตามเป้า  นอกจากจะทำให้ผู้นำประเทศตกเป็นข่าวแล้ว  อาจเป็นเกมเสี้ยมให้กองทัพและรัฐบาลเกิดความระแวงสงสัยว่าไม่ได้ทำหน้าที่ใน การรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ในห้วงเวลาต่อจากนี้  คงไม่ต้องพึ่งพาโหรสำนักไหนในการคาดเดา  ฟันธง  ว่าทิศทางของสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นอย่างไร  เพราะเมื่อผู้เสียประโยชน์ที่ชักใยกลุ่มบรรดาลูกจ้าง  ลิ่วล้อให้เดินหน้าท้าทายอำนาจรัฐ  และประกาศศึกใหญ่ในการล้มรัฐบาลให้ได้  กำลังเคลื่อนตัวก่อนที่เกมจะจบลง  เพราะคำพิพากษาในการยึดทรัพย์สินจำนวนมหาศาลแบบเด็ดขาด  จึงไม่แปลกถ้าสถานการณ์การเมืองต้องดูกันวันต่อวัน  โดยยากที่จะคาดเดาว่าความรุนแรงนานัปประการจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด

เราคงไม่มีอะไรที่ต้องแสดงท่าทีจุดยืน  หรือทัศนะใดๆ  ต่อสังคมต่อประเด็นนี้  หากแต่เฝ้าภาวนาและขอร้องให้คนไทยในประเทศได้ตระหนักถึงผลเสียหายที่จะเกิด ขึ้น  เพราะต่อให้เราต่อสู้เพื่อผู้ปกครองที่ท่านชื่นชมโดยเอาชีวิตเข้าแลก  แต่กลับทำให้เกิดสถานการณ์วุ่นวายปั่นป่วน  เลยไปถึงผลกระทบที่อาจเกิดต่อชีวิตของคนที่เราเกลียดชัง  แล้วผลลัพธ์ที่มีแต่ความหายนะจะเกิดประโยชน์อะไรเล่า  จึงขอให้ทุกคนได้ตั้งสติ  อย่าหลงเชื่อคำยุยง  ให้ออกมาต่อต้านรัฐบาลโดยใช้ความรุนแรง

จากบทบรรณาธิการไทยโพสต์

Posted:Thursday, November 19, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thailand

แม้จะมีการชี้แจงจากฝ่ายต่างๆ  ถึงการที่ประเทศไทยมีอันดับความโปร่งใสลดลงไปเรื่อยๆ  ในการจัดอันดับทุกปีขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ  (Transparency  International)  ซึ่งเป็นองค์กรอิสระนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหาคอรัปชั่น  และมีเครือข่ายใน  120  ประเทศทั่วโลก  ว่าเป็นเพราะมีการสำรวจประเทศต่างๆ  เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี  จึงทำให้มีผลต่อการจัดอันดับ  ซึ่งหากประเทศไทยไม่มีดัชนีชี้วัดที่ดีขึ้น  ก็จะส่งผลให้อันดับต้องลดลง

     อย่างไรก็ตาม  เรื่องนี้หาใช่ประเด็นหลัก  เพราะความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ  ทุกสังคมทุกประเทศมีการทุจริตคอรัปชั่น  ใช้อำนาจหน้าที่ตำแหน่งแห่งหนทางการเมืองและการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อแสวง หาผลประโยชน์ให้กับตัวเองทั้งสิ้น  เพียงแต่กรณีของไทยปัญหาดังกล่าวคือมะเร็งร้ายที่ขุดหาตรงไหนก็เจอตรงนั้น  และมีการทุจริตคอรัปชั่นทุกรูปแบบทุกหน่วยงานภาครัฐ  และส่วนของการเมือง

     ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับชาติ  ระดับจังหวัด  ภูมิภาคหรือท้องถิ่น  รัฐวิสาหกิจ  องค์กรอิสระ  องค์กรมหาชน  ทุกแห่งหนไม่มีที่ไหนไม่มีเรื่องเหล่านี้  และที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามจะแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการใช้มาตรการทั้ง กฎหมาย  การสร้างจิตสำนึก  การรณรงค์ให้ร่วมกันเป็นหูเป็นตาและไม่ร่วมส่งเสริมการทุจริตคอรัปชั่น  แต่ก็ยังไม่มีผลสำเร็จใดๆ

     ผลการจัดอันดับประจำปี  พ.ศ.2552  พบว่า  ประเทศไทยได้  3.4  คะแนน  ปีที่แล้ว  องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยเผยการจัดอันดับ  ประเทศไทยได้  3.5  คะแนน  อยู่ลำดับที่  80  แต่ปีนี้อันดับของไทยตกลงมาอยู่ที่อันดับที่  84  เท่ากับประเทศเอลซัลวาดอร์  กัวเตมาลา  อินเดีย  และปานามา  ขณะที่นิวซีแลนด์  เดนมาร์ก  สิงคโปร์  และสวีเดน  เป็นกลุ่มประเทศที่ครองตำแหน่งสามอันดับแรก  นั่นหมายถึงว่าเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุด  เรียงตามคะแนนดังนี้  9.4,  9.3  และ  9.2  คะแนน  ส่วนประเทศที่ได้อันดับสุดท้าย   ได้แก่  ประเทศอิรัก  (1.5  คะแนน),  ซูดาน  (1.5  คะแนน),  พม่า  (1.4  คะแนน)  อัฟกานิสถาน  (1.3  คะแนน)  และโซมาเลีย  (1.1  คะแนน)  ซึ่งประเทศที่มีคะแนนน้อยเหล่านี้  ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะสงคราม  หรือมีความขัดแย้งภายในประเทศเป็นระยะเวลายาวนาน  ซึ่งเป็นสภาพการเมืองการปกครองที่มีความเปราะบาง

     นั่นหมายถึงว่าตัวเลขชี้วัดความเป็นธรรมาภิบาลและความโปร่งใส  ทั้งในระบบราชการ-เอกชน-การเมืองของไทยมีแต่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ  ทุกปี  นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับกันของประชาชน-นักการเมือง-ข้าราชการทุกคน   จึงไม่แปลกที่เมื่อผลสำรวจดังกล่าวออกมาเช่นนี้ในแต่ละปี  ก็มักจะไม่มีเสียงตีโพยตีพาย  ทำเป็นยอมรับความจริงกันไม่ได้  เหตุก็เพราะทุกคนรู้ดีว่ามันคือความจริงอันขมขื่นของสังคมไทย  ซึ่งส่งผลทั้งต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยและระบบเศรษฐกิจการลงทุนอย่างมาก

     เพราะคงไม่มีนักธุรกิจหรือนักลงทุนต่างชาติประเทศไทยที่อยากจะมาลงทุนหรือทำ ธุรกิจในประเทศที่ไม่มีธรรมาภิบาล  ความโปร่งใสตรวจสอบได้ในการใช้อำนาจรัฐมีน้อย  เพราะนั่นหมายถึงพวกเขาจะต้องจ่ายสิ่งที่เรียกกันว่า   "เงินใต้โต๊ะ-ค่าน้ำร้อนน้ำชา"   (Tea  Money)   ให้กับทั้งนักการเมือง   ข้าราชการเพื่อแลกกับการได้โครงการ  ได้รับสิทธิพิเศษในการลงทุน  การอำนวยความสะดวกต่างๆ

     ซึ่งเงินส่วนนี้ถือเป็นเงินนอกระบบที่ไม่สามารถแจ้งในบัญชีค่าใช้จ่ายของ บริษัทได้  เพราะมันคือการคอรัปชั่นและทำให้ต้นทุนการลงทุนทำธุรกิจสูงขึ้น  เพราะต้องใช้เงินส่วนนี้เป็นใบเบิกทางหากคิดจะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศที่ไม่ มีความโปร่งใส  และเมื่อเขาไม่อยากมาลงทุน  สิ่งที่ไทยเสียโอกาสไปก็คือ  เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ  การกระตุ้นเศรษฐกิจ  การจ้างงาน การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการลงทุนที่ไทยจะได้รับจากต่างชาติ

     ดังนั้น  เรื่องการร่วมมือกันทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมใสสะอาด  จึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยทุกคนที่ต้องร่วมกันทำให้บ้านเมืองนี้มีการ ทุจริตคอรัปชั่นกันน้อยที่สุด  ไม่ใช่คิดว่าหน้าที่นี้เป็นเรื่องของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เช่น  สำนักงาน  ป.ป.ช.จะต้องเป็นฝ่ายรณรงค์หรือป้องกันและเอาผิดเท่านั้น  เพราะหากคิดกันเช่นนี้น่าสงสัยว่าอนาคตประเทศไทยอาจเหลือแต่โครงกระดูกให้ ลูกหลาน  เพราะถูกพวกจอมคอรัปชั่นวางแผนสูบเลือดสูบเนื้อประเทศชาติไปจนสิ้น

     และการร่วมมือกันครั้งนี้ก็ไม่ใช่เป็นความร่วมมือเพราะหวังเพียงให้อันดับ ความโปร่งใสของไทยขยับสูงขึ้น  เพียงเพราะต้องการรักษาหน้าตา  เพราะนี่มันแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น  แต่ที่ต้องทำก็เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่  ผู้คนไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายชีวิตหรือค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจสูงขึ้น  เพราะส่วนหนึ่งต้องใช้ไปกับการติดสินบนต่างๆ  และประเทศไม่ต้องสูญเสียเงินจำนวนมากในแต่ละปีให้กับพวกขี้โกงทั้งหลาย  จะได้เหลือเงินงบประมาณไปพัฒนาประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน   นี่ต่างหากคือเหตุผลที่พวกเราต้องช่วยกันทำให้ประเทศไทยโปร่งใส  ไร้มลพิษการคอรัปชั่น

 

จากกองบรรณาธิการไทยโพสต์

Posted:Monday, November 9, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

เห็นมั้ยล่ะ...ผมบอกแล้วว่า  ตั้งแต่วันที่  ๔  พฤศจิกายน  ๒๕๕๒  เป็นต้นไป  คนไทยจะค่อยๆ  มีความสุข  และสุขไหนจะเท่าได้เห็น  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ  และสุขไหนจะเท่าได้เห็นพี่น้องไทยกลับมาน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  "มีสุขร่วมเสพ-มีภัยร่วมต้าน"  ในความเป็นชาติบ้านเมืองเดียวกัน

คนไทย  และชาติไทยนี่  เปรียบก็เหมือน  "เหล็กไหล"  ยืดออกจากกันไปจนเล็กกว่าด้ายหลอด  มองด้วยตาคล้ายว่าจะขาดจากกันไปในบัดดล  แต่เมื่อพลันมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาปนในอาณาจักรเหล็กไหล

ธาตุแท้ในความเป็นไทย  เด้ง-ดีดผนึกรวมตัวกันได้ดังเดิม...ประหนึ่งปาฏิหาริย์!?

ผมบอกไว้แล้วมิใช่หรือว่ารอบนี้เป็นรอบ  "กรรมเช็กบิล"  ใครทำดี  ดีจะตอบสนองทันใด  ส่วนใครทำชั่ว  ชั่วจะตัดหัว  ๗  ชั่วโคตร  เพราะรอบนี้  "ท่านอสุรินทราหู"  ลงมาทำหน้าที่คัดท้ายบัญชีกรรมด้วยตัวเอง

ทักษิณเอ๋ย...วันนี้  (๑๐  พ.ย.)  จะมาเหยียบแผ่นดินเขมรล่วงหน้า  ด้วยความคิดว่า  "ยืมมือ"  ฮุน  เซน  มาปั่นหัวประเทศไทยให้พินาศ  ใช้ศึกนอกประชิดไทย  แล้วให้สัญญาณสมุนข้างในก่อการใหญ่เป็นศึกกระหนาบในสมทบนอก ด้วยหวังเปลี่ยนไทยให้เป็นแผ่นดิน  "ทักษิณแดง"!?

แต่ก็นั่นแหละ  กรรมบาปหยาบช้าเริ่มส่งผล  "ทันตาเห็น"  คงวางแผนล่วงหน้าเป็นขั้นตอนสวยหรูไว้แล้วใช่มั้ย  ให้จิ๋วไปชักศึกเข้าบ้านก่อน  ต่อด้วยตัวเองประสานฮุน  เซน  ให้ตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐบาล  แล้วคืบคลานเข้ามาตั้งกองบัญชาการล้มล้างประเทศไทยในเขมร  แล้วก็ดีดลูกคิดรางแก้ว

ถึงนาทีนี้แล้ว  "อนาคตประเทศไทย"  คงคล้ายลูกเต่า-ลูกตะพาบในไห  ตกอยู่ในกำมือของ  "กองทัพแดงทั้งแผ่นดิน"  ทักษิณแต่ผู้เดียวเรียบร้อยแล้ว!

ปฏิบัติการ  "หักยอดฉัตร"  จึงถูกวางเป็นหมากตัวสุดท้าย  ด้วยการให้สัมภาษณ์  "ไทมส์ออนไลน์"  หวังแผ่ศักดานุภาพในการเดินหมากตาสุดท้าย  "ถอนราก-ถอนโคน"  ให้ระบือกันไปทั่วโลก

แต่อนิจจา...เหมือนหมาขี้เรื้อนตะกายนอนพรม!

การให้สัมภาษณ์  "ไทมส์ออนไลน์"  ที่เผยแพร่ทั่วไปเมื่อ  ๙  พย.นี้  ก็ให้ต้อง  "มีอันเป็นไป"  จากฝันที่ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์  ชีวิตจริงปัจจุบัน  ก็พลันถูกถีบหล่นโครมลงไปในชั้นโลกันตนรก  เพราะข้อความที่  "นายริชาร์ด  ลอยด์  แพร์รี"  ผู้สื่อข่าวของไทมส์  ซึ่งยืนยันว่าบินไปสัมภาษณ์ทักษิณถึงที่ดูไบ  นำมารายงานเป็นข่าวไว้ใน  "ไทมส์ออนไลน์"

เป็นข้อความให้สัมภาษณ์จ้วงจาบหยาบช้าถึงสถาบันเบื้องสูง  ตลอดถึงบุคคลในราชวงศ์เบื้องสูง  ชนิดที่ใครอ่านแล้วทั้งไม่เชื่อ  และทั้งยอมรับไม่ได้  จนต้องประณามกันทั่วทั้งประเทศไทยว่า  "ให้สัมภาษณ์สุดจะชั่วช้าสามานย์"!

ผมก็บอกแล้วใช่มั้ย  ดาวเสาร์นั้น  คือคนต่างด้าวท้าวต่างแดน  เมื่อเล็งกับมฤตยู  ดี-ร้ายบนความเป็นประเทศไทยในรอบ  ๒-๓  ปี  จะมีมาจากคนต่างชาติ  ต่างภาษา  และจะมีมาแบบปุบปับ  ฉับพลัน  ไม่มีอะไรให้คาดหมายล่วงหน้า  เรียกว่าลึกลับตามลักษณะของดาวมฤตยูและเสาร์รอบนี้

เหมือนเข็มยาวนาฬิกาเดินถึงเลข  ๑๒  พอดี  ในขณะที่เข็มสั้นรอความพร้อมอยู่ก่อนแล้ว!

นั่นคือ  ถ้าใครทำกรรมดีมาตลอด  ได้เวลาแจ็กพอตแตก

แต่ถ้าใครทำกรรมชั่วมาตลอด  รอบนี้ก็เหมือน  "เจอคำสั่งประหาร"  ในชั้นฎีกา!

ทักษิณล่ะ...ไหน  เงยหน้า  แล้วอ้าปากตอบซิ...ที่ผ่านมา  ทำดีกับชาติบ้านเมือง  กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  บริสุทธิ์ทั้งกาย  ทั้งวาจา  และทั้งใจหรือเปล่า?

ไม่ต้องตอบหรอก...."ผลของการกระทำ"  กำลังเป็นคำตอบให้เห็นชัดเจนอยู่แล้วขณะนี้!

พี่น้องประชาชนคนไทยนั้น  พร้อมเล่นเกมสนุกๆ  หาเงินกินขนมชั่วมื้อ-ชั่วคราวกับคุณได้ทุกเมื่อ  ก็เห็นมั้ยล่ะ...มีประเทศไหนบ้างที่ชอบเล่น  "กีฬาสี"  เท่าประเทศเรา  ในเมื่อคุณตั้งรางวัลด้วยเงินหนา  ชาวบ้านเขาก็เลยมาสวมเสื้อเล่นกีฬาสีกับคุณด้วย  แต่คุณมันบ้าไปเอง  เลยเถิด  หลงตัว-หลงผิด  เคลิ้มไปว่า  "ประชาชนเป็นของผม"

จะยึดชาติ-ยึดสถาบัน  สถาปนาแผ่นดินทักษิณแดง!

เอาทั้งเขมรมาย่ำชาติ  แล้วก็ชั่วชาติหยาบช้าต่อองค์พระมหากษัตริย์  ถึงขนาดให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศนำไปรายงานเป็นข่าวดังที่ปรากฏอย่างนี้ แล้ว  ชาวบ้านที่ไหนเขาจะไปเอากะคุณ

นอกจากเกลียดขี้หน้า  เจอที่ไหนอยากฆ่าให้ตายกะมือ!

ชาวบ้านทุกคน-คือคนไทย  ชีวิตถวายอยู่ใต้เบื้องสถาบันพระมหากษัตริย์  รักชาติ-รักแผ่นดินอยู่ในสายเลือด  แต่นี่..คุณเล่นแบบเดนคน  ขายทั้งชาติ  เหยียบย่ำทั้งสถาบัน  อย่างนี้  ไม่มีชาวบ้านที่ไหนเขาจะไปร่วมเล่นกับคุณด้วยหรอก!

เป็นหมาหางด้วน  พล่านแก้ตัวตามสันดานละซี  จะแก้ว่าอย่างไรล่ะ  ก็ตามฟอร์มนั่นแหละ  ข้าไม่ได้พูด  ไอ้นักข่าวมันเขียนของมันไปเอง......

"ผมรู้สึกเสียใจมาก  ที่ไทมส์ออนไลน์  พาดหัวข่าววันนี้บิดเบือนคำให้สัมภาษณ์ของผม  ผมจะออกแถลงการณ์ด่วนให้พี่น้องทราบวันนี้ครับ"  นี่...ผมเห็นเว็บไซต์  "มติชนออนไลน์"  เขาออกข่าวด่วนให้เหมือนกัน!

ก็อยากจะบอกต่ออีกนิดว่า  "ดาวมฤตยู"  ในภพวินาศที่เล็งอยู่กับเสาร์ในภพอริของดวงเมืองนั้น  มฤตยูคือ  "ดาวบอกอนาคต"  ฉะนั้น  ในสิ่งอุบัติปุบปับ  ที่เรียกว่ามาอย่างลึกลับ  ไปอย่างลึกลับฉับพลัน  สุดยากหยั่งถึงนั้น  ทุกอย่างเป็นสัญญาณถึงอนาคตทั้งสิ้น  ผมจึงย้ำกะท่านนัก-กะท่านหนาว่า

ไม่ต้องห่วง  ไม่ต้องวิตกทุกข์ร้อนอะไรไป  ต่อจากนี้ไป  "บนเส้นทางสายเปลี่ยน"  ของประเทศไทยตามวงรอบของพลูโต  ประเทศไทย-คนไทย  จะร่ำรวย  โชติช่วงชัชวาล  จะเป็นประเทศศูนย์กลาง  "ต่างชาติ-ต่างภาษา"  มาชุมนุมสโมสรหรรษา  ตลอดถึงไปมาหาสู่กันขวักไขว่  เป็นแดนสวรรค์บนดินแห่งใหม่  ในโลกยุคใหม่

ประมาณ  ๑๘-๒๓  ปี  ประเทศไทย  "เปลี่ยนใหม่หมด"  และเป็นการเปลี่ยนในด้านดี  ไม่บัดสี-บัดเถลิงอย่างที่คนบ้าหน้าเหลี่ยมเพ้อเจ้อในวาระสุดท้าย  ก่อนเหตุการณ์  "ปุบปับ-คาดไม่ถึง"  จะพึงบังเกิดตามผลของกรรมหยาบบาปช้าที่ได้เวลา....เช็กบิล!

นี่คืออนาคตของประเทศไทย-คนไทย  ใครยึดในศีล-ในธรรม  ในชาติ  พระศาสนา  สถาบันพระมหากษัตริย์  เทวดาและมนุษย์จะสรรเสริญ  และอวยชัยให้พร

ในทางตรงกันข้าม  ใครไร้ศีล  ไร้ธรรม  ทรยศชาติ  ลบหลู่พระศาสนา  และล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์  "อสุรินทราหู"  ยืนกางบัญชีเฝ้าปากประตู  ตรวจรายชื่อ  รอเช็กบิลอยู่ขณะนี้แล้ว!

ทักษิณเอ๋ย...ไม่มีใครทำอะไรเจ้าให้เป็นเวรกรรมเปื้อนมือหรอก  ก็กรรมหยาบที่เจ้าคิดคดทรยศต่อชาติ  ต่อประชาชน  ต่อสถาบันชาตินั่นแหละ  กำลังเป็นเวร-เป็นวิบาก  ฉุดกระชากลากเจ้าเข้าสู่กงล้อนรก  เริ่มเห็นผลเรื่อยไป  ณ  บัดนี้แล้ว

เมื่อวาน  "อาจารย์วิโรจน์  กรดนิยมชัย"  นายช่างใหญ่ผู้ชำนาญโหราศาสตร์ยูเรเนียน  ส่งบทความเกี่ยวกับฮุน  เซน  และประวัติศาสตร์กัมพูชาอันสัมพันธ์กับไทยแต่อดีตมาให้ผมศึกษา  ตื่นตา-ตื่นใจดีครับ  ท่านค้นคว้า  วัน-เดือน-ปีเกิดของฮุน  เซน  มาคำนวณตามศาสตร์ยูเรเนียน

แต่ที่ผมสะดุดใจ  คือ  ฮุน  เซน  เกิด  ๔  เมษายน  ๒๔๙๔  ผมว่าของผมเองคร่าวๆ  นะครับ  ถ้าเกิดวันนี้  มีความเป็นไปได้ว่าลัคนาน่าจะอยู่ราศีมีน  ส่วนทักษิณที่บินมาสมทบอยู่ด้วยกันที่กัมพูชาขณะนี้  ลัคนาเกิดอยู่ราศีกันย์

ราศีมีน  ตอนนี้ดาวมฤตยูกุมชีวิต  ส่วนราศีกันย์  มีดาวเสาร์อยู่  ก็พอดีเลย  "เสาร์เล็งมฤตยู"  ดี-ก็ดี  ขึ้นสวรรค์ด้วยกันทั้งคู่  แต่ถ้าร้าย-ตานี้ก็จะกอดคอพากันลงนรกไปพร้อมๆ  กันทั้งคู่  เพราะเสาร์-มฤตยู  เข้าคู่กรรมสนองเวร  "เช็กบิล"  พอดี  และดาวคู่นี้บอกอนาคต  ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร  ก็อย่างที่บอกไว้แล้ว

ถ้าทำดี  อนาคตอันใกล้-ดีทันใด

ถ้าทำชั่ว  อนาคตอันใกล้-ฉิบหายตายพลัน!?

ผมจะให้ทางกอง  บ.ก.เขาตีพิมพ์ทั้งหมดก็ไม่ทราบว่าท่านแค่ส่งมาให้ผมศึกษา  หรือว่ายินดีให้เผยแพร่ทั้งหมด  รอฟังดูก่อนนะครับ  ถ้าอาจารย์วิโรจน์ท่านไม่ขัดข้อง  ท่านก็คงได้อ่านฉบับเต็ม

ผมก็อยากให้สติทุกฝ่ายว่า  ปัญหาขณะนี้  ใครก็อย่าเอามาใช้เป็นเครื่องมือไล่ล่ากันทางการเมืองเป็นอันขาด  เลิกพูด  เลิกมองกันด้วยทัศนคติ  "สี"  เสียที  มองและเข้าใจให้ตรงกันว่า  "เรา-คนไทยด้วยกัน"  กับเรื่องแบ่งแยกชาติ  เรื่องสัมภาษณ์กล่าวร้ายต่อสถาบัน  มันกรรมเฉพาะตัวบุคคล  ประชาชนทั้งหลาย  ไม่ว่าสีแดง  หรือสีไหนทั้งสิ้น ไม่มีใครเห็นดี  เห็นงาม  และเดินตามทักษิณหรอก!

ตั้งสติ  แล้วพูดจาถนอมใจ  ถนอมชาติกันไว้ให้มากเถิด  กรณีนี้  ยกให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลจะทำไปตามกระบวนการ  และตามหน้าที่อันพึงทำ

เอาเนื้อๆ  เอาสาระ  ทำแบบผู้บรรลุนิติภาวะทางความรับผิดชอบพึงทำ  อย่าทำเอามัน  เอาสนุก  เอาคะแนน  แล้วพูดจาเหยียบย่ำฝ่ายค้าน  หรือพี่น้องประชาชนที่ให้ความรักต่อทักษิณเกิดความคับแค้น-ช้ำใจขึ้นได้เป็น อันขาด

นายกฯ  อภิสิทธิ์  ท่านตัดสินใจดีมาแล้ว  จงดีต่อไป  ล้างสีในดวงตาทิ้งไป  จงดีต่อพี่น้องประชาชนทุกฝ่ายให้เสมอเหมือนกัน  และเมื่อดี-ด้วยปรารถนาดีต่อพี่น้องคนไทยแล้ว  ก็จงเผื่อแผ่ดีนั้นต่อประชาชนชาวกัมพูชาที่ไป-มาหาสู่กันตามชายแดนทุกด้าน ด้วย  จงทำให้เขามั่นใจเถิดว่า  "ชีวิตประจำวันประชาชนทั้งสองฝ่ายจะไม่กระทบ"  ปัญหานี้  เป็นกรณีเฉพาะฮุน  เซน  กับรัฐบาลไทยเท่านั้น

เป็น-ตายอย่างไร  "ไทย-กัมพูชา"...เราไม่มีวันที่จะพรากจากกันไปได้หรอกครับ

 

จากป๋าเปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์

Posted:Monday, November 9, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

Read the following link and tell me if this man has lost his soul or what?

 

Thaksin Shinawatra: the full transcript of his interview with The Times

 

Unbelievable!!!!!

Posted:Sunday, November 8, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

น่าสมเพทกับบทบาทการทำหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย  ในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ต้องตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลในวันนี้เป็น ที่สุด  เพราะนอกจากมิอาจแยกแยะออกได้ระหว่างสาระสำคัญของความเป็นคนไทย  กับการเป็น ผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านแล้ว  ยังไม่สามารถเลือกตัดสินใจพิเคราะห์ชั่งน้ำหนักได้ว่า  จะยืนอยู่เคียงข้างผลประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง  หรือรักษาผลประโยชน์ของ  "นายใหญ่"  ซึ่งเคยเป็นอดีตหัวหน้าพรรคที่ตนเองเคยสังกัดมาก่อน  ทั้งๆ  ที่ชัดเจนแจ่มแจ้งโดยไม่ต้องสงสัยแล้วว่า  ท่าทีปราศจากความเป็นมิตรกับประเทศไทยของนายกรัฐมนตรีกัมพูชานั้น  ส่งผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นชาติภายใต้ผืนธงไตรรงค์เดียวกัน  ซึ่งคนไทยไม่อาจที่จะนิ่งเฉยและมองผ่านเลยได้เด็ดขาด  

     ด้วยถ้อยแถลงของรัฐบาลกัมพูชา  ซึ่งแต่งตั้ง  "ทักษิณ  ชินวัตร"  อดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้ต้องหาหนีคุก  2  ปี  ในคดีใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน  ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาล  เป็นสิ่งซึ่งไม่ต้องพิสูจน์แล้วว่า  สมเด็จฮุน  เซน  เลือกทักษิณ  ชินวัตร  เป็นเพื่อน  โดยไม่ใส่ใจประเทศเพื่อนบ้านที่ชื่อว่าไทยแลนด์  ฉะนั้น..แทนที่  ส.ส.สวมเสื้อพรรคเพื่อไทย  จะกระโดดเข้าไปร่วมแสดงความยินดีกับอดีตหัวหน้าพรรคของตัวเองที่ใครๆ  ก็เห็นคุณค่าความรู้ความสามารถและสภาวะผู้นำ  เหตุใดจึงไม่กระชับแว่น  "คนไทย"  มองลงไปให้กระจ่างว่า  นี่เป็นสถานการณ์ที่ควรแก่การชื่นชมหรือเปล่า

     ถ้าต่อมความเป็นไทยของพรรคเพื่อไทยทำงานปกติ  ไม่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพเต็มร้อย  น่าจะถอดโจทย์ปัญหานี้ได้ง่ายๆ  และสามารถหันไปตั้งคำถามกับนายใหญ่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า  ถูกต้องเหมาะสมแล้วกระนั้นหรือ  ที่จะสร้างปัญหาให้กับบ้านเกิดของตัวเอง  ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง เป็นวิธีการต่อสู้เรียกร้องขอความเป็นธรรมที่ถูกทิศถูกทางจริงหรือเปล่ากับ การยืมมือประเทศเพื่อนบ้านเข้ามากดดันมาตุภูมิของตัวเอง  โดยไม่ใส่ใจเลยว่า  ชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์  อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทยจะได้รับผลกระทบกระเทือนเป็นลูกโซ่มากน้อยเพียงใด

     หากต่อมสำนึกความเป็นไทยของ  ส.ส.ฝ่ายค้านไม่บกพร่อง  ย่อมต้องประจักษ์แจ้งแก่ใจว่า  การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลไทยจากการลดระดับความสัมพันธ์ทาง การทูตกับกัมพูชา  จนถึงการหยิบหนังสือข้อตกลงหรือเอ็มโอยูฉบับต่างๆ  ที่ไทยลงนามกับเขมรเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล  และอื่นๆ  อีกหลายเรื่อง  ถึงขั้นจะยื่นญัตติถามว่ารัฐบาลกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา  190  คงไม่เกิดขึ้น  ให้ประชาชนชาวไทยรู้สึกอิดหนาระอาใจกับบทบาทการแสดงออกของผู้แทนราษฎรไทย  ที่จนป่านนี้ยังมีโมหะและโทสะจริต  คิดว่า  ทักษิณ  ชินวัตร  ถูกใส่ร้าย  ทั้งๆ  ที่เป็นผู้นำประชาธิปไตยที่มีวิสัยทัศน์ที่สุด

     มาตรา  190  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  กำหนดว่า  พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ  สัญญาสงบศึก  และสัญญาอื่นกับนานาประเทศ  หรือกับองค์การระหว่างประเทศ  หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย  หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต  ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา  หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ  หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา  หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้าขวาง  หรือมีผลผูกพันด้านการค้า  การลงทุน  หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ  ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา  ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ  หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง   คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน  และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น  ในการนี้  ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย

     สมาชิกพรรคเพื่อไทยเลือกที่จะใช้กฎหมายข้อนี้เล่นเกมการเมืองกับรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  โดยไม่ทบทวนให้ละเอียดรอบคอบเลยว่า  บันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยูนั้น  นอกจากยังไม่ใช่สัญญาใดๆ  แล้ว  ยังต้องมีกรอบเวลาของการเจรจาเพื่อหาข้อยุติก่อนที่จะลงมือกระทำใดๆ  ซึ่งหมายความว่า  การทบทวนเอ็มโอยูของรัฐบาลไทยต่อประเทศกัมพูชา  ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ส่วนรวม  และประเทศไทยก็มีสิทธิ์โดยชอบธรรมและสมบูรณ์ที่จะสะท้อนความไม่พอใจต่างๆ  ที่มีต่อกัมพูชา  จากความไร้มารยาทและการแสดงออกที่ละเมิดศักดิ์และสิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม ของไทย

     ในฐานะคนไทย  ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนฝ่ายไหน  ใส่เสื้อสีอะไร  ควรที่จะลุกขึ้นทวงถามกับผู้นำกัมพูชาเสียมากกว่า  ว่าเลือกใช้ทักษิณ  ชินวัตร  มากดดันรัฐบาลไทยเพื่อเป้าประสงค์อะไรกัน  ในขณะที่ประเทศกัมพูชาของตัวเองนั้นได้ชื่อว่าเป็นประเทศเผด็จการ  ริดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการรับรู้ของคนในชาติมากที่สุดในโลก ประเทศหนึ่ง  และฮุน  เซน  ก็ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศจากการสนับสนุนของเผด็จการทหาร  จนยากที่จะทำให้ใครเชื่อว่า  รักและเคารพประชาธิปไตย  เชื่อมั่นในความยุติธรรมจนทนไม่ได้ที่จะเอาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปแลก กับการปล่อยให้เพื่อนถูกรังแก   

     ถ้ารักประเทศชาติบ้านเกิดตามปากที่อวดอ้าง  และตามเสียงร้องเพลงชาติไทยหรือเพลงสรรเสริญพระบารมีล่ะก็  คนในพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงต้องคิดออกว่า  การที่อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยไปซุกอกเพื่อนบ้านกัมพูชานั้น  ประเทศไทยได้อะไรบ้าง  ในขณะที่ตอนนี้เห็นชัดว่ามีแต่เสียกับเสีย  ที่สำคัญต้องไม่ลืมปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์  ซึ่งทักษิณ  ชินวัตร  ด่างพร้อยมาตลอดกับการเลือกแยกแยะไม่ได้   ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ในวิชาชีพ  ซึ่งทำให้ตัดสินใจยากในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติได้  ดังนั้น  การที่โวยวายว่ารัฐบาลปลุกประเด็นคลั่งชาติทำลายนายใหญ่ของตัวเองนั้น  กรุณาตักน้ำใส่กะโหลก  ชะโงกดูเงาเหลี่ยมๆ  บ้างเถอะ  ก่อนที่จะไม่มีเพลงชาติไทยให้ร้อง

จากบทบรรณาธิการไทยโพสต์

Posted:Sunday, November 8, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

นอกจากหน่อไม้ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่  แต่คนอายุมากอย่าไปกินหน่อไม้มาก  เพราะจะทำให้ปวดข้อ-ปวดกระดูก   เมื่อวานนี้  (๕  พ.ย.๕๒)  เห็นตื่นเต้นกันแต่เช้าด้วยเรื่องฮุน  เซน  ตั้งให้ทักษิณเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว  และเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา  พอตกบ่าย  นายกฯ  อภิสิทธิ์ก็พิทักษ์ศักดิ์ศรีประเทศด้วยมาตรการขั้นต้น  "เรียกทูตไทยในกัมพูชากลับ"  ก่อนบินไปประชุมที่ญี่ปุ่น  ซึ่งจะได้เจอหน้าเจอตาฮุน  เซน  และร่วมโต๊ะกันด้วยที่นั่น

     ไม่ต้องไปตื่นเต้น-ทุกข์ร้อนอะไรกันไปหรอกครับ  เป็นเหตุการณ์กระจอกที่ผู้นำเถื่อน-ถ่อยประเทศหนึ่งกวนโอ๊ย  กวนมากๆ  เข้าก็เบิ๊ดกะโหลกเป็นการสั่งสอนมันไปซะที  สำคัญพวกเราคนไทยด้วยกัน  รวมถึงนักการเมือง  ต้องแยกแยะ  และจัดเส้นแบ่งให้ถูก

     ระหว่าง  "ประเทศชาติของเรา"  กับคนที่มา  "หยามลบหลู่"  ประเทศชาติของเรา!

     และต้องเข้าใจกรณีนี้ให้ตรง  ไทยเราไม่ได้มีปัญหา  หรือโกรธแค้นกับประชาชนชาวกัมพูชา  หากแต่  "สมเด็จฮุน  เซน"  ผู้นำรัฐบาลของเขา  "สร้างปัญหา"  ด้วยไร้มรรยาท-ขาดวุฒิภาวะแบบจงใจกับไทยเราเอง

     เอาสถานภาพรัฐบาล  และเอาความเป็นประเทศชาติกัมพูชามายียวนกวนบาทาไทยถึงในบ้านยังไม่พอ  ยังหาเหตุทะเลาะ  ด้วยการทำหยามข้ามประเทศ  ออกแถลงการณ์ตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษา  แล้วปฏิบัติการท้าทายเสียด้วยว่า  ทักษิณมาอยู่กัมพูชาก็จะไม่ส่งตัวให้ไทย

     พูดกันตรงๆ  คือ  ฮุน  เซน  ยั่วให้ไทยปฏิบัติการก่อน  จะได้ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อแสดงบทผู้นำเถื่อนๆ  กับไทยในประชาคมโลกต่อไป  ทำเพื่อประจบเอาใจคนไทยคนหนึ่งที่ชื่อทักษิณ

     ทักษิณ-คนที่เคยบอกกะหูผมเองว่า  "ไอ้นี่มันจะเอาท่าเดียว  แค่จะตัดเครื่องแบบให้ทหารใหม่  มันยังต้องมาขอเงินผม"!

     สรุปก็คือ  ไทยไม่ได้มีปัญหากับกัมพูชา  แต่กัมพูชา  โดยนายฮุน  เซน  เองมามีปัญหา และหาเรื่องกับไทย  ฉะนั้น  การเรียกทูตไทยในกัมพูชากลับครั้งนี้  เป็นเพียงการส่งสัญญาณ  "เตือนสติ"  กัมพูชาจากไทยขั้นต้นเท่านั้น  ยังไม่รุนแรงถึงขั้น  "ตัดสัมพันธ์ระหว่างประเทศ"  ปิดด่าน-ปิดบ้านปิดเมือง  ไม่คบค้าสมาคมใดๆ  กันแต่อย่างใด

     ก่อนจะคุยอะไรกันต่อ  เอาประเด็นหลักๆ  มาบันทึกไว้ก่อนดีกว่า  เผื่อนานวันไปข้างหน้า  ใครมาอ่านเข้าจะได้รู้ต้นสายปลายเหตุ  คือเมื่อคืนวัน  ๔  พ.ย.  หลังจากราหูก้าวขาออกจากราศีมังกร  สำนักข่าว  AFP  ก็รายงานว่า

     "รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์แต่งตั้ง  พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีไทย  ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช  ฮุน  เซน  นายกรัฐมนตรีกัมพูชา  รวมถึงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา  ขณะที่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม  สีหมุนี  พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของกัมพูชา  ได้ลงพระนามรับรองพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้ง  พ.ต.ท.ทักษิณ  เป็นที่เรียบร้อยแล้ว"

     นอกจากข้อความนี้แล้ว  ในแถลงการณ์ยังเรียกข้อหาที่มีต่อทักษิณว่า  "เป็นคดีที่มาจากแรงจูงใจทางการเมือง"  และยังย้ำด้วยว่า  จะไม่ส่งตัวทักษิณให้ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน  หากทักษิณพักอาศัยอยู่ในกัมพูชา  หรือเดินทางเข้าออกประเทศกัมพูชา

     "การอนุญาตให้ทักษิณอยู่ในกัมพูชาเป็นพฤติกรรมอันบริสุทธิ์  เพื่อนที่ดีจำเป็นต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสถานการณ์ที่ยากลำบาก"  ตามแถลงการณ์ที่อ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐกัมพูชาระบุอย่างนั้น

     ก็มาดูแถลงการณ์ของไทยเราบ้าง  วันรุ่งขึ้น  คือวันที่  ๕  พ.ย.  หลังจากราหูพ้นไปจากราศีมังกรเรียบร้อยแล้ว  ตกบ่าย  ก่อนที่นายกฯ  อภิสิทธิ์จะบินไปประชุมกลุ่มแม่น้ำโขงที่ญี่ปุ่นตอนค่ำ  ท่านก็บอกกับนักข่าวว่า

     "การแถลงของกัมพูชามีส่วนพาดพิงมาถึงกระบวนการยุติธรรมของเรา  ผมก็เชื่อว่ากระทบต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนพอสมควร  ฉะนั้น  ขณะนี้  ทางกระทรวงการต่างประเทศก็จะดำเนินมาตรการเพื่อให้กัมพูชารับทราบถึงความ รู้สึกของประชาชนคนไทย  และการที่มาพาดพิงกระบวนการภายในของเราอย่างนี้"

     และนี่คือแถลงการณ์ของไทยเรา:-

     "ตามที่รัฐบาลกัมพูชาได้แต่งตั้ง  พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา  และที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา  และยืนยันที่จะไม่ส่งตัว  พ.ต.ท.ทักษิณ  ให้กับไทยตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน  หากได้รับการร้องขอนั้น  กระทรวงการต่างประเทศขอแถลง  ดังนี้

     1.รัฐบาลได้ชี้แจงกับรัฐบาลกัมพูชาไปแล้วในโอกาสต่างๆ  ว่า  ความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง  2  ประเทศ  ต้องอยู่เหนือความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

     2.การดำเนินการใดๆ  ของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับ  พ.ต.ท.ทักษิณ  ไม่สามารถแยกแยะออกจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง  2  ประเทศได้  และกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ  เนื่องจาก  พ.ต.ท.ทักษิณ  เป็นผู้หลบหนีคดีอาญา  และยังคงมีบทบาททางการเมืองในประเทศอยู่

     3.การแต่งตั้ง  พ.ต.ท.ทักษิณ  เป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาและที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา  ถือว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย  และเป็นการปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมของไทย  รวมทั้งทำให้ความสัมพันธ์และผลประโยชน์ส่วนบุคคลอยู่เหนือความสัมพันธ์ ระหว่าง  2  ประเทศ

     4.รัฐบาลไทยจึงนิ่งเฉยไม่ได้  และมีความจำเป็นจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศ  การดำเนินมาตรการต่างๆ  ของรัฐบาลไทย  ก็เพื่อจะให้ฝ่ายกัมพูชารับรู้ถึงความไม่พึงพอใจของประชาชนไทยทั้งปวง

     5.จากการดำเนินการของรัฐบาลกัมพูชา  ทำให้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทบทวนสถานะความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา  และดำเนินการ  ดังนี้

     5.1 เรียกเอกอัครราชทูต  ณ  กรุงพนมเปญ  กลับ

     5.2 ทบทวนพันธกรณีต่างๆ  ที่เกิดขึ้นกับฝ่ายกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา

     5.3 ทบทวนความร่วมมือต่างๆ  ที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการกับกัมพูชา  ซึ่งการทบทวนนี้  รัฐบาลไทยจะกระทำด้วยความจำใจ  เนื่องจากรัฐบาลไทยประสงค์มาโดยตลอดที่จะให้ความร่วมมือกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อ พัฒนาการอยู่ดีกินดีของชาวกัมพูชา  เพื่อลดช่องว่างของประชาชน  และลดช่องว่างระหว่างกัมพูชากับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ"

     ก็ครบถ้วนในประเด็นที่ควรทราบ-ควรเข้าใจกันแล้วนะครับ  ถ้าใครจะถามผมว่า  "มีความเห็นอย่างไร  ต่อการที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตอบโต้เขมรครั้งนี้?"

     ตอบได้คำเดียวว่า

     "ทำในสิ่งที่สมควรทำแล้ว"!

     ที่ทำไปนี่ถือว่านิ่มนวลตาม  "คุณสมบัติผู้ดี  ฉบับสากล"  แล้ว  ถ้าขั้นต้นแค่เรียกทูตกลับเขมรยังไม่สำนึก  ฮุน  เซน  ยังเอาผลประโยชน์ร่วมกับทักษิณ  มาทำลายมิตรภาพระหว่างประเทศหนักขึ้นอีก  เราก็ต้องสั่งสอนไปตามกระบวนการ  และขั้นตอนในแบบฉบับที่  "ผู้ดีสากลประเทศ"  เขาจะพึงทำกันต่อไปอีก!

     จากบทบาทที่กัมพูชาแสดงครั้งนี้  พูดได้คำเดียวว่า...เสียดายที่นายกฯ  ฮุน  เซน  มีเพื่อนโง่

     และ...ตัวเองก็โง่เหมือนเพื่อน!

     ฮุน  เซน  เล่นบทโง่แต่นึกว่าฉลาดยังไง  ตรงนี้คงไม่ต้องอธิบาย  เพราะไม่มีอารยประเทศไหนเขาทำอย่างที่นายฮุน  เซน  (จงใจ)  ทำ  อันเป็นที่รับรู้ได้ด้วยจิตสำนึกของแต่ละผู้คนอยู่แล้ว

     "เพื่อนโง่"  ของฮุน  เซน  มันโง่ยังไง....?

     โง่ที่  ๑.การที่ทำให้คนไทยแตกแยกกันได้  และการที่ฮุน  เซน  กล้ามาหยาบช้าสามานย์กับแผ่นดินพ่อ-แผ่นดินแม่ตัวเองได้  ทักษิณกลับชื่นชมยินดี  ยกย่อง-สรรเสริญ  ให้คนทั้งโลกได้เห็น

     มีใครมั้ย  จะยกย่อง-ยอมรับคนทรยศ  กบฏชาติตัวเอง?

     โง่ที่  ๒.คนเสื้อแดงนั้น  ลึกลงไปในความแดง  คือแดงแห่งความรักชาติ  รักแผ่นดินพ่อ-แผ่นดินแม่ของตัวเอง  ฉะนั้น  ถึงจะรักทักษิณขนาดไหน  ก็คงไม่ยอมให้รักในทักษิณมาเหนือรักชาติ  เมื่อเห็นคนที่ตนรัก  "มืดบอด"  เห็นประโยชน์ตนขนาดยอมไปสมคบคนนอกชาติให้มาทำเหมือนเอาตีนลูบหน้าประเทศตัว เองอย่างนี้

     "ส่วนใหญ่"  ยอมรับไม่ได้หรอกครับ!

     โง่ที่  ๓.ประชาชน  ๕๐-๖๐%  ที่โพลล์ระบุว่า  "อยู่กลางๆ"  ไม่เอาทั้งเหลือง-ทั้งแดง  แต่ที่แน่นอน  ทั้ง  ๕๐-๖๐%  นั้น  ไม่มีใครที่ไม่เอาชาติบ้านเมือง  ดังนั้น  เมื่อทักษิณแสดงธาตุแท้-สันดานให้เห็นชัดๆ  อย่างนี้  "ยกศัตรูมาย่ำชาติ"  เหมือนตอนกรุงศรีอยุธยาแตก  ที่คนไทยบางคนอยากใหญ่  อยากได้อำนาจ  ก็ไปสมคบเอาพม่าเข้ามาเหยียบเมือง

     แบบนี้  ๕๐-๖๐%  นั้น  คันบาทา...อยากกระทืบหน้า  ๔  เหลี่ยมให้กลมทั้งนั้น!

     โง่ที่  ๔.คือโง่บนความอิจฉา-ริษยา  แค่ไม่ต้องการให้ประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์เอาไปคุยได้ว่า  "อยู่เป็นรัฐบาลครบปี"  ก็เลยยอมทำทุกวิถีทางพื่อล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ได้ก่อนวันที่  ๑๗  ธ.ค.อันเป็นวันครบรอบปีที่อภิสิทธิ์ได้รับโปรดเกล้าฯ  ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่  ๒๗  จึงโฟนอิน-ขีดเส้นตาย-แดงทั้งแผ่นดิน-แดงทั้งเดือน  "ล้มรัฐบาล"  ให้ได้ในธันวา

     แค่นั้นไม่พอ  ยังให้โมฆบุรุษเหนียงยาน  "เดินสาย"  ไปตามมิตรประเทศรอบบ้าน  เอาบ้านเมืองตัวเองไปด่าประจานให้เขาฟังบ้าง  ยืมมือมาช่วยพังบ้าน-พังเมืองตัวเองบ้าง

     จากบทบาทนี้  ไม่มีใครที่จะไม่เริ่ม  "เกลียด"  เสนียดทักษิณ!

     ความสุขของคนไทยที่ได้จากการเห็นคนชาติอื่นมาเหยียบย่ำชาติตัวเอง  ๑  จากการเห็นชาติบ้านเมืองตัวเองเดือดร้อน-วุ่นวาย  ๑  จากการเห็นประชาชนในชาติแตกแยก-แบ่งฝ่าย  ๑ จากการเห็นคนในชาติผลาญทำลายชาติกันเอง  ๑  ท่านว่าไอ้เศษมนุษย์พรรค์นี้  โทษมันมีสถานเดียวคือ...ฆ่าทิ้ง ก่อนที่มันจะมา  "ฆ่าชาติ"!

 

จาก เปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์

Posted:Tuesday, October 27, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

จะมียุบสภาหรือไม่?  เมื่อไหร่?  ถ้าหากยุบแล้วเลือกตั้งใหม่ใครแพ้-ใครชนะ?  แพ้ขาด-ชนะขาด  หรือจะออกมาในแนวสูสี???  ดูเหมือนว่า...เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองดำเนินมาถึงขั้นนี้  คำถามเหล่านี้...ชักจะเป็นอะไรที่  เด็กๆ  ไปซะแล้ว  เพราะคำถามที่ใหญ่ๆ  ยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า...นับจากนี้เป็นต้นไป  จะเกิด  สงครามกลางเมือง  ในประเทศไทยกันเลยหรือไม่?  เมื่อไหร่?  ตอนไหน???

        -----------------------------------------------------

     อันที่จริงแล้ว...บรรดาผู้ที่ตั้งคำถามเหล่านี้   ก็คงไม่ใช่เป็นเพราะไปอ่านคำทำนายของ  โหรซาดิสต์  อย่างคุณ  โสรัจจะ  นวลอยู่  ที่ทายผิด-ทายถูกมาปีแล้วปีเล่า  หรือไม่ใช่เป็นประเภทที่มีรสนิยมออกไปทาง   ซาดิสต์   อะไรกันมากมาย  ตรงกันข้าม  อาจจะเป็นประเภท   ผู้หลัก-ผู้ใหญ่  ที่เคยผ่านร้อน  ผ่านหนาว  มาไม่น้อย  เคยพบเห็นสิ่งที่ดีงาม  อ่อนโยน  โรแมนติก  ตามแบบฉบับของคนไทยแท้ๆ  แต่ดั้งเดิม  มาประมาณครึ่งชีวิต  ค่อนชีวิต  เอาเลยก็ว่าได้  แต่จู่ๆ  เมื่อต้องมาเจอกับลักษณะอาการของผู้คนในทุกวันนี้  ที่หนักไปในทางดื้อด้าน  ชนิดไม่มีใครฟังใคร  ไร้เหตุไร้ผล  ไร้สติสัมปะชัญญะ  ยึดมั่นอยู่แต่ผลประโยชน์ของตนและพรรคพวกเป็นใหญ่  แสดงพฤติกรรมออกมาในแนวสุดขั้ว  สุดโต่ง  ไปด้วยกันทั้งสิ้น  ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้ใครต่อใคร   ชักจะเกิดความเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ   ว่า  แนวโน้มที่สถานการณ์ต่างๆ   มีโอกาสลุกลาม  บานปลาย  ไปสู่ภาวะ  สงครามกลางเมือง  น่าจะเป็นได้ไม่ยาก...

       -------------------------------------------------------

     ยิ่งไปกว่านั้น...พฤติกรรมดังกล่าว  ยังไม่ใช่เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกกันแต่เฉพาะในหมู่ประชาชน  คนธรรมดาสามัญโดยทั่วไป  แต่นับวันยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า  ได้ลุกลามเข้าไปสู่  ระบบ   หรือ  กลไก  ในการบริหารราชการแผ่นดินมากขึ้น  และชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  ชนิดที่กฎ  ระเบียบ  กติกา  หน้าที่ความรับผิดชอบใดๆ  ก็ไม่อาจจำกัดกรอบการแสดงออกของพฤติกรรมเหล่านี้ได้มากมายซักเท่าไหร่  การแบ่งค่าย  แบ่งฝ่าย  และพยายามนำเอากลไกการบริหารในแต่ละระดับ  ไปใช้เพื่อสนองตอบต่อผลประโยชน์ของฝ่ายใคร-ฝ่ายมัน  โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูก-ผิด  หรือคำนึงถึงบทบาทความรับผิดชอบของตัวเองเป็นที่ตั้ง  กำลังปรากฏให้เห็นไม่ใช่แต่เฉพาะรายบุคคล  แต่ขยายวงไปในระดับบางสถาบัน  หรือบางองค์กรกันเลยก็มี...

       ------------------------------------------------------

     กระทั่งคนที่เคยมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมืองมาทั้งระบบ  เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดในกองทัพทั้งกองทัพ   ยังกล้าเล่นกันถึงขั้นไปลากเอาชาติอื่น   เมืองอื่น  มาเล่นงานชาติตัวเอง   เผาบ้านตัวเองกันต่อหน้าต่อตา  เพราะฉะนั้น...ก็คงต้องเลิกพูดกันแล้ว  สำหรับการหาจุดสมานฉันท์  การแสวงหาสายใยผูกพัน  อันจะนำมาซึ่งความรัก  ความสามัคคีในแบบเก่าๆ  ขนาดพี่น้องตัวเอง  สายเลือดเดียวกันกับตัวเองแท้ๆ  ยังไม่มีคุณค่า  ราคา  เมื่อเทียบกับใครก็ตาม  ผู้ซึ่งสามารถสนองตอบประโยชน์ให้กับตัวเองเพียงช่วงระยะสั้นๆ  ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องเรียกว่า...หมดแล้ว!!!   บรรยากาศแบบเดียวกัน  กับครั้งเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่  1  ครั้งที่  2  กำลังย้อนกลับมาให้เห็นอีกรอบอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย...

      --------------------------------------------------------

     ภายใต้สภาพเช่นนี้...คงต้องยอมรับว่า  มันไม่ได้เป็นบรรยากาศที่เอื้ออำนวยนัก  สำหรับการดำเนินการบริหารจัดการบ้านเมือง  ไปโดยกระบวนการตามปกติ  พูดง่ายๆ  ว่า...ถ้าหากสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  หรือพระเจ้าตากสินมหาราช  ท่านต้องมาเจอกับสภาพเช่นนี้...ก็ยังคิดไม่ออกว่า  ท่านจะหาทางออกในแบบไหน???  ถ้าหากไม่นำเอากระบวนการแบบที่ท่านเคยใช้ในการกอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ  มาเป็นกรรมวิธี  แต่ก็นั่นแหละ...สภาพการณ์ในยุคอดีตกับยุคปัจจุบัน  คงเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้  ภายใต้  ข้อเท็จจริง  ของสังคมโลก  และสังคมไทย  ที่เป็นตัวบังคับการหาทางออกของบ้านเมืองในยุคนี้  คงเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเดินไปตามครรลองประชาธิปไตย  ฝากความหวังทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ที่จิตสำนึก  หรือสามัญสำนึก  ของปวงชนชาวไทย...ว่าจะสามารถรู้ตื่นขึ้นมาจาก  อวิชชา  ทั้งหลายได้เมื่อไหร่?  และอย่างไร?  เท่านั้นเอง...

      ---------------------------------------------------------

     แน่นอนว่า...สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  และคงไม่ได้ใช้เวลากันเพียงแค่ชั่วข้ามคืน  แต่อาจต้องดิ้นรนทรมานกันต่อไปเป็นปีๆ  หลังจากที่ต้องทนกันมานานเกือบจะ  4-5  ปีเข้าไปแล้ว  ยิ่งไปกว่านั้น  ในระหว่างที่ต้องอดทนอดกลั้นเช่นนี้  ยังเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องอาศัยจิตใจที่เปิดกว้าง  การยึดมั่นอยู่ในความมีเหตุมีผล  มีสติ  ไม่สวิง  ไม่สุดขั้วไปในด้านหนึ่งด้านใด  มันถึงจะพอช่วยถ่วง  ช่วยรั้ง  การแบ่งขั้ว  แบ่งข้าง  ในลักษณะไร้เหตุไร้ผล  หรือไร้สติกันได้บ้าง  พูดง่ายๆ  ว่า...ถ้าหากไม่ต้องการที่จะเห็นเลือดคนไทยด้วยกันเอง  ต้องหลั่งนองในระดับท่วมท้องช้าง  ก็คงต้องหัด  กลืนเลือดตัวเอง  เอาไว้ชนิดวันแล้ว  วันเล่า  มันถึงพอจะทำให้บรรยากาศต่างๆ  ลดระดับความรุนแรง  ความร้าวฉาน  ลงมาได้ไม่มากก็น้อย...

     ----------------------------------------------------------

     เพราะจุดมุ่งหมายท้ายที่สุดของมวลมนุษยชาติทั้งหลาย  ไม่ว่าจะมีเลือดสีใด  ชาติใด  เผ่าพันธุ์ใดก็แล้วแต่...ก็คือความสุข  ความสงบ  และสันติภาพ  ไม่ใช่ชัยชนะ  หรือความพ่ายแพ้  ซึ่งเป็นเพียงแค่  มายาภาพ  ชั่วครั้ง  ชั่วคราว  เท่านั้นเอง  ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่ากระบวนการการเมืองนับแต่นี้ต่อไป  มันจะดลบันดาลให้ใครแพ้บ้าง  ชนะบ้าง  ไปตามสภาพแวดล้อมและเหตุปัจจัย  ในแต่ละช่วงแต่ละระยะ  แต่การรักษาสันติภาพเอาไว้ในหัวใจของตัวเอง  ย่อมเป็นสิ่งที่มีค่าเสียยิ่งกว่าสิ่งใดๆ  ก็ตาม  เพราะชัยชนะบนกองเลือด  ชัยชนะบนความพ่ายแพ้ของพี่น้องตัวเอง  หรือชัยชนะบนความฉิบหายของชาติบ้านเมือง  ล้วนแล้วแต่เป็นชัยชนะที่จะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ด้วยกันทั้งสิ้น...

 

จากท่านขุนน้อยแห่งไทยโพสต์

Posted:Tuesday, October 13, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thai politics

วันนี้ก็...วันที่  ๑๔  ตุลา  มันนานมาแล้วตั้ง  ๓๖  ปี  ไม่มีอะไรน่าจำ  ถ้าหากการจำบนกาลเวลายาวนานขนาดนั้นยังไม่สามารถพัฒนาขึ้นเป็น  "ความเข้าใจ"  ต่อ  วิถี-แนวคิด-ชีวิต-ทัศนะ  ในองค์รวมของความเป็น  "ประเทศไทย"  ที่ควรเป็นได้  ถ้าย้อนกลับไปวันที่  ๑๔  ตุลา  ของปีพุทธศักราช  ๒๕๑๖  ก็จะพบว่า  จุดพลิกผันจากวันธรรมดาวันหนึ่งให้ต้องกลายเป็นวัน  "มหาวิปโยค"  นั้น  จุดเหหันมาจาก....."ตำรวจ"!

     ผมจะนำบันทึกในแฟ้มข่าว  "วันมหาวิปโยค"  ช่วงวันที่  ๑๔  ตุลา  ๑๖  มาให้ท่านอ่านอีกทีก็ได้  ดังนี้

     -เวลา  ๕.๓๐  น.  เช้าวันที่  ๑๔  ตุลาคม-นายเสกสรรค์กับนายสมบัติ  ดำรงค์ธัญญวงศ์  เลขาธิการศูนย์นิสิตฯ  ประกาศให้ยุติการเรียกร้อง  เพราะได้รับคำตอบที่น่าพอใจจากรัฐบาลแล้ว  และให้สลายตัว

     ขณะที่ฝูงชนกำลังสลายตัวต่างมุ่งหน้ากลับบ้านนั้น   เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  เพราะ  "ตำรวจ"  ไม่ยอมให้เดินกลับบ้านตามที่พึงประสงค์  ขณะที่ด้านหน้าของฝูงชนกำลังมีความลังเลอยู่นั้น  ฝูงชนด้านหลังที่ไม่เข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นก็หนุนเนื่องเข้ามา  และด้วยความที่ไม่เข้าใจกัน  จึงมีการขว้างปาตำรวจซึ่งอยู่ในจุดปราบจลาจล  และเกิดปะทะกันขึ้น  ฝ่ายตำรวจใช้กระบองพร้อมแก๊สน้ำตาบุกเข้าปะทะฝูงชน  เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต  ๓  คนทันที

     ฝูงชนแตกกระจายเข้าไปในสวนจิตรลดาฯ  ขอเข้าพึ่งพระบารมีปกเกล้าฯ  อีกด้านหนึ่งหลบหนีบ้าง   ไปรวมกลุ่มกันที่พระบรมรูปทรงม้าบ้าง  ไปรวมกลุ่มที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บ้าง  และบางส่วนเข้าไปทำลายสิ่งของในกรมประชาสัมพันธ์อันเป็นที่ตั้งของสถานี วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  ด้วยความแค้นที่ออกอากาศบิดเบือนข่าวสารอยู่ตลอดเวลาจนเกิดปะทะกับเจ้า หน้าที่  และที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์นี้เอง  ได้มีเหตุการณ์ปะทะกันอย่างหนัก  ระหว่างฝูงชนกับฝ่ายเจ้าหน้าที่  โดยรัฐบาลได้ส่งทหาร  ตำรวจรถถัง  รวมทั้งการยิงกราดทางเฮลิคอปเตอร์

     ฝ่ายรัฐบาลได้ใช้อาวุธร้ายแรงเข้าปราบปราม  ฝูงชนก็ยังยืนหยัดต่อสู้  รัฐบาลไม่อาจรักษาสถานการณ์ได้ในขณะที่การจลาจลแผ่ขยายออกไปในทางรุนแรงขึ้น เรื่อยๆ  นั้น  ฝ่ายรัฐบาลเองก็เกิดความแตกแยกกันภายใน  เป็นผลให้จอมพลถนอม  กิตติขจร  จอมพลประภาส  จารุเสถียร  และพันเอกณรงค์  กิตติขจร  อันเป็นเป้าหมายของการต่อสู้  ต้องออกนอกประเทศ

     -เวลา  ๑๙.๑๕  น. วันที่  ๑๔  ตุลาคม  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มีกระแสพระราชดำรัสทางโทรทัศน์ว่า:-

     "วันนี้  เป็นวันมหาวิปโยคที่น่าเศร้าสลดอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย  ตลอดระยะเวลา  ๖-๗  วันที่ผ่านมา  ได้มีการเรียกร้องและเจรจากัน  จนกระทั่งนักศึกษาและรัฐบาลทำข้อตกลงกันได้  แต่แล้วการขว้างระเบิดขวดและแก๊สน้ำตา  ทำให้เกิดการปะทะกันและมีคนได้รับบาดเจ็บหลายคน  ความรุนแรงได้ทวีขึ้นทั่วพระนครถึงขั้นจลาจลและยังไม่สิ้นสุด  มีคนไทยด้วยกันต้องเสียชีวิตนับร้อย  ขอให้ทุกฝ่ายทุกคนจงระงับเหตุแห่งความรุนแรงด้วยการตั้งสติยับยั้ง  เพื่อให้ชาติบ้านเมืองคืนอยู่ในสภาพปกติ

     อนึ่ง  เพื่อขจัดเหตุร้ายนั้น  จอมพลถนอม  กิตติขจร  ได้ขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อค่ำวันนี้  ข้าพเจ้าจึงแต่งตั้งให้นายสัญญา  ธรรมศักดิ์  เป็นนายกรัฐมนตรี  ขอให้ทุกคน  ทุกฝ่าย  ร่วมกันสนับสนุน  เพื่อให้คณะรัฐบาลใหม่สามารถบริหารงานแผ่นดินได้โดยมีประสิทธิภาพเต็ม เปี่ยม  และแก้ไขสถานการณ์ให้คืนอยู่ในสภาพเรียบร้อยโดยเร็ว  ยังความสงบสุขความเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดแก่ประเทศชาติ  และประชาชนชาวไทยโดยทั่วกัน"

     ครับ...ประวัติศาสตร์ยาวก็มีที่มาสั้นๆ  อย่างนี้  แต่ในความสั้นๆ  แค่นี้  ซุกซ่อนซึ่งข้อเท็จจริงอันเรียกว่า  "เบื้องหลัง"  ของความจริง-ความเท็จทั้งหมด  ทั้งด้านสว่างและด้านดำมืดยืดยาวยิ่งกว่ารามเกียรติ์   ตราบถึงวันนี้  บทสรุปใน  "ข้อเท็จ-ข้อจริง"  ในหลายประเด็น  ยังเป็น  "คนละเรื่องเดียวกัน"  อยู่!?

     แต่เมื่ออ่านปูมข่าวนี้แล้ว   ผมอยากจะสรุปว่า  ชนวนเกิดมหาวิปโยคมาจากตำรวจก็จริง  แต่ในคำที่ว่าจริงนั้น  คั้นจริงออกมาอีกที  สิ่งจริงที่ได้คือ  "ความเข้าใจจากการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน"  นำไปสู่ชนวนแห่งปัญหาแตกหัก!

     แล้วย้อนมาดูวันนี้  ๑๔  ตุลาคม  ๒๕๕๒  หลายอย่างในการบริหารราชการงานเมือง  ที่ดูสับสน-วุ่นวายนั้น  สิ่งหนึ่งก็เรื่องตำรวจ  และอีกสิ่งคือ  "การสื่อสารที่สร้างความเข้าใจไม่ตรงกัน"

     จะเป็นเพราะดาวพุธกำลังเสพสันถวะอยู่กับเสาร์จนเมามัวกระมัง  เลยทำให้คำพูด-คำจาของทุกฝ่ายในบ้านเมืองเวลานี้กลายเป็นชนวนสร้างเรื่อง สร้างราว  และเป็นคำพูดที่เลอะเปรอะเปื้อน  ร่อนตะแกรงหาความจริงไม่ค่อยได้?

     พุธสับปลับ  เสาร์รวนเร  เลยทั้งประชาธิปัตย์  และทั้งเพื่อไทย  บางทีพูดเรื่องเดียวกัน  แต่เข้าใจไปคนละทาง  เมื่อเป็นอย่างนี้  ก็เห็นทีว่าบ้านเมืองจะเต็มไปด้วย  ข่าวลือ-ข่าวลวง-ข่าวปล่อย  ไปอีกนาน  อย่างน้อยก็ร่วมครึ่งเดือน

     และลืออะไร  ลวงอะไร  ปล่อยอะไร  จะสนุกเท่าเรื่อง  "ตำรวจ"  ที่ยังไม่ลงตัวในขณะนี้เห็นจะไม่มี  ฉะนั้น  ตอนนี้ผู้เสพข่าวสารในระบบ  Information  and  Communication  Technology  จะหู-ตาลุก  กับข้อมูลข่าวสารประเภท  "ข่าวสีฟสุดซีเครต"  ที่ปล่อยกันออกมาชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู

     คงจะปล่อยออกมาร่วมฉลอง  "วันตำรวจแห่งชาติ" เมื่อวานนี้  (๑๓  ตุลา)  ก็เป็นได้  และเรื่องตำรวจนี้  ก็ช่างบังเอิญไปพ้องกับเรื่อง  "การสื่อสารที่สร้างความเข้าใจไม่ตรงกัน"  ที่หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับนำมาเสนอเหมือน  "แกะก๊อบปี้"  กันออกมาในฉบับเมื่อวานเช่นกัน

     ก็ไหนๆ  วันนี้  ตรงกับวันที่  ๑๔  ตุลา  ก็เลยอยากจะบอกว่า  ๑๔  ตุลา  เมื่อ  ๓๖ ปีที่แล้ว  "ตำรวจกับการการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน"  เป็นชนวนเกิดวันมหาวิปโยค  ฉะนั้น  ช่วงนี้เห็นมีเรื่องตำรวจ  เรื่องสื่อสารเพี้ยนๆ  เป็นประเด็นทุกวัน  ก็อยากเตือนให้ใช้  "สติ"  กันให้มาก  โดยเฉพาะในเรื่อง  "การสื่อสาร"  ทุกรูปแบบ

     ประวัติศาสตร์ไม่เคยซ้ำรอย  แต่รอยที่ซ้ำนั้น  มันมาจากคน!

     ผมจะยกตัวอย่างเรื่อง  "การสื่อสารที่นำไปสู่การเข้าใจผิดไปคนละทาง"  ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์วานนี้มาให้ท่านใคร่ครวญกันอีกที  ดังนี้

     มติชน-รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์แจ้งว่า  เมื่อช่วงดึกของคืนวันที่  ๑๐  ตุลาคมที่ผ่านมา   ก่อนที่จะมีงานทอดกฐินหลวงที่วัดบ่อกรัง  อ.พุนพิน  จ.สุราษฏร์ธานี  ในวันที่  ๑๑  ตุลาคม  นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ   รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง  และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์  ได้เปิดบ้านพัก  อ.พุนพิน  เลี้ยงสังสรรค์เพื่อน  ส.ส.ที่ไปร่วมงาน  อาทิ  นายนิพนธ์  พร้อมพันธุ์  รองหัวหน้าพรรค  นายไตรรงค์  สุวรรณคีรี  ว่าที่รองนายกฯ  นายชุมพล  กาญจนะ  ประธาน  ส.ส.พรรค  นายชำนิ  ศักดิเศรษฐ์  ส.ส.สัดส่วน

     ระหว่างงานเลี้ยง  นายนิพนธ์เปิดใจต่อเพื่อนร่วมพรรคเป็นครั้งแรก  ภายหลังลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ  โดยชี้แจงถึงเหตุผลของการลาออกว่า  เป็นความผิดของนายนิพนธ์เองที่สื่อสารไปยังนายกรัฐมนตรี  เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  (ผบ.ตร.) คนใหม่  จนทำให้นายกฯ  เข้าใจว่าเป็นใครก็ได้  พร้อมระบุว่า  ขณะนี้ปัญหาทุกอย่างได้คลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว  โดยหลังจากนี้ให้จับตาดูว่าจะมีเหตุการณ์บ่างอย่างเกิดขึ้น  ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาเรื่องการแต่งตั้ง  ผบ.ตร.ยุติลง

     ASTV  ผู้จัดการ-รายงานข่าวแจ้งว่า  ในคืนวันที่  ๑๐  ต.ค.ได้มีการจัดงานเลี้ยงแก่ผู้มาร่วมงาน  โดยตอนหนึ่งนายสุเทพและนายนิพนธ์ได้เปิดอกคุยกับ  ส.ส.พรรคที่ได้เดินทางมาร่วมงาน  ถึงกรณีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  จนเป็นเหตุให้นายนิพนธ์ต้องลาออก  โดยกล่าวในตอนหนึ่งว่า  ตนและนายนิพนธ์เหมือนถูกนายกฯ  ทอดทิ้ง  ไม่สนใจ  แถมยังไปฟังเสียงใครก็ไม่รู้

     ขณะที่นายเนวินก็ถามสื่อมวลชนว่า  "ทำไมนายกฯ  ปล่อยให้นายนิพนธ์หลุดมือไปได้อย่างไร?"

     ข่าวสด-ในงานเลี้ยงสังสรรค์ครั้งนี้  นายนิพนธ์เปิดใจต่อเพื่อน  ส.ส.ร่วมพรรคเป็นครั้งแรก  หลังลาออกจากเลขาธิการนายกฯ  โดยชี้แจงถึงเหตุผลการลาออกว่า  เป็นความผิดของตนที่สื่อสารไปยังนายกฯ  เกี่ยวกับการแต่งตั้ง  ผบ.ตร.คนใหม่  จนทำให้นายกฯ  เข้าใจว่าใครก็เป็น  ผบ.ตร.ได้  พร้อมระบุว่า  ขณะนี้ปัญหาทุกอย่างได้คลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว  หลังจากนี้ให้จับตาดูว่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น  ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาเรื่องการแต่งตั้ง  ผบ.ตร.ยุติลง

     ไทยโพสต์-มีรายงานว่านายสุเทพและนายนิพนธ์ได้เปิดอกคุยกับ  ส.ส.พรรคที่ได้เดินทางมาร่วมงานถึงกรณีการแต่งตั้ง  ผบ.ตร.จนเป็นเหตุให้นายนิพนธ์ต้องลาออก  โดยกล่าวในตอนหนึ่งว่า  "ผมและนายนิพนธ์เหมือนถูกนายกฯ  ทอดทิ้ง  ไม่สนใจ  แถมยังไปฟังเสียงใครก็ไม่รู้"

     แนวหน้า-ทั้งนี้  นายสุเทพและนายนิพนธ์ได้เปิดอกคุยกับ  ส.ส.พรรคที่เดินทางมาร่วมงาน  ถึงกรณีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจนเป็นเหตุให้นายนิพนธ์ต้องลา ออก  โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า  "ตนและนายนิพนธ์เหมือนถูกนายกฯ  ทอดทิ้ง  ไม่สนใจ  แถมยังไปฟังเสียงใครก็ไม่รู้"

     ไทยรัฐ-นายสุเทพและนายนิพนธ์ได้เปิดอกคุยกับ  ส.ส.ของพรรคที่เดินทางมาร่วมงาน  ถึงกรณีการแต่งตั้ง  ผบ.ตร.จนเป็นเหตุให้นายนิพนธ์ต้องลาออก  โดยนายสุเทพได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า  "ผมและนายนิพนธ์เหมือนถูกนายกฯ  ทอดทิ้ง  ไม่สนใจ  แถมยังไปฟังเสียงใครก็ไม่รู้"

     เดลินิวส์-นายนิพนธ์ได้เปิดใจว่า  "การลาออกเป็นความผิดของตนที่สื่อสารไปยังนายอภิสิทธิ์เกี่ยวกับแต่งตั้ง  ผบ.ตร.คนใหม่  จนทำให้นายกรัฐมนตรีเข้าใจว่าเป็นใครก็ได้"  พร้อมระบุว่าขณะนี้ปัญหาทุกอย่างได้คลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว  โดยหลังจากนี้ให้จับตาดูว่า  จะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น  ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาเรื่องการแต่งตั้ง  ผบ.ตร.ยุติลง

     ครับ...นี่ไง  เรื่องการสื่อสาร  กับเรื่องตำรวจ  ที่นำไปสู่ความเข้าใจทางปฏิบัติอันไม่ตรงกันในช่วง  ๑๔  ตุลา  ๕๒  ที่คล้ายๆ  กับช่วง  ๑๔  ตุลา  ๑๖  ถ้าท่านสังเกตให้ดี  เรื่องเดียวกันนี้มี  ๒  เวอร์ชั่น  คือ  มติชน-ข่าวสด-เดลินิวส์  เวอร์ชั่นหนึ่ง  นอกนั้น  ไทยรัฐ  ASTV  ผู้จัดการ  แนวหน้า  ไทยโพสต์  เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง

     จะว่าไปแล้ว  ทั้ง  ๒  เวอร์ชั่นนี้  ใจความตรงกันก็ไม่ใช่  จะว่าไม่ตรงกันก็ไม่เชิง  เวอร์ชั่นหนึ่งมุ่งประเด็น  การสื่อสารที่เข้าใจไม่ตรงกัน  นำไปสู่การแต่งตั้ง  ผบ.ตร.ที่เป็นปัญหา  แต่อีกเวอร์ชั่นหนึ่งมุ่งประเด็น  นายกฯ  ไปฟังข้อมูลจากใครก็ไม่รู้  ไม่ฟังนายสุเทพกับนายนิพนธ์จนนำไปสู่การแต่งตั้ง  ผบ.ตร.ที่เป็นปัญหา!?

     แต่สรุปได้ตรงกันอย่างว่า  "ดาวพุธเสีย"  คือการสื่อสารเป็นพิษ  แต่จากที่สื่อหนังสือพิมพ์รายงาน  และสื่อโทรทัศน์บางช่องนำไปขยายหากินต่อนั้น  ที่น่าตื่นตา-ตื่นใจ  ต้องยกให้ก๊อบปี้  A  "มติชน-ข่าวสด-เดลินิวส์"  ในประเด็นที่ว่า

     ขณะนี้  ปัญหาทุกอย่างได้คลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว  โดยหลังจากนี้ให้จับตาดูว่า  จะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น  ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาเรื่องการแต่งตั้ง  ผบ.ตร.ยุติลง

     จะยุติแบบที่ว่อนอยู่ตามเน็ตหรือไม่ เดี๋ยวก็รู้!

 

จากป๋าเปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์

Posted:Friday, September 25, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thailand

ผมลองแยกความคิดตัวเองเป็น  ๒  ฝ่าย  แล้วให้ทั้งสองฝ่ายนั้นหาเหตุผลมาโต้แย้ง  หักล้างกัน  ผลสรุปออกออกมาว่า  ไม่สามารถแยก  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช"  ออกไปจากประชาชนได้  และประชาชนคนไทย  ก็ไม่อาจแยกออกไปจาก  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช"  ได้  เพราะน้ำพระราชหฤทัยอาทรต่อพสกนิกรดั่งบุตร  กับทุกหัวใจภักดิ์-ทุกหัวใจห่วง  "พ่อหลวง"  จากปวงพสกไทย  ผนึกสายไหลร่วมเป็นมหานทีใหญ่  ตัดอะไรก็ตัดได้  แต่ไม่เคยประจักษ์ว่า  จะมีใครตัดมหานทีแยกสายให้ขาดจากกันไปได้เลย

     เพราะเหตุนี้  ยังมิทันที่  "สำนักพระราชวัง"  จะออกแถลงการณ์ฉบับแรก  (๒๐  ก.ย.๕๒)  ด้วยซ้ำว่า  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  ทรงพระประชวร  มีพระอาการอ่อนเพลีย  และเสวยพระกระยาหารได้น้อย  เสด็จฯ  มาประทับ  ณ  โรงพยาบาลศิริราช  แต่ประชาชนที่ชีพจรชีวิตดุจฝากติดอยู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ดูคล้ายจะทราบทางสายใยใจ

     ต่างบ่ายหน้าสู่ศิริราช  บ้างก็อธิษฐานจิตบูชา  บ้างก็สวดมนต์ภาวนา  บ้างก็ลงนามถวายพระพร  บ้างก็แหงนหน้า  ตาจ้องมองนิ่งอั้น  นอนวัน-นอนคืนอยู่  ณ  ตรงนั้น...ขออย่าให้ในหลวงของเราทรงเป็นอะไรไปเลย...ขอให้พ่อหลวงของเราทรง หายประชวรไวๆ  ด้วยเถิด...

     นี่คือความใส...บริสุทธิ์  แห่งใจพสกที่เรียกว่า  "ชาวบ้าน"  ไม่ว่าใกล้  ไม่ว่าไกล  ต่างบากบั่นกันมาไม่ขาดสาย  "ทุกหมู่เหล่า"  เวลาแล้ว  เวลาเล่า  วันแล้ว  วันเล่า  จน  ณ วันนี้  พวกเรา...พสกของพระองค์ค่อยเบาใจ  เมื่อ  "สำนักพระราชวัง"  ออกแถลงการณ์ในฉบับต่อๆ  มาว่า

     "พระปรอทลดลง  และพระองค์เสวยพระกระยาหารได้มากขึ้น"

     ข่าวไหนจะประเสริฐ  ข่าวไหนจะเป็นมงคลเท่าข่าว  "ในหลวงทรงคลายจากพระอาการไข้"  และ  "เสวยพระกระยาหารได้มากขึ้น"  ในวันแรกที่ผมอ่านแถลงการณ์  เมื่อพบคำว่า  "เสวยพระกระยาหารได้น้อยลง"  ก็ทุกข์ใจเหมือนกับทุกคน  การที่ทรงป่วยเป็นไข้นั้น  เมื่ออยู่ใกล้หมอก็อุ่นใจ  แต่การเสวยพระกระยาหารได้น้อยนั้น

     ใจคอประชาชนพลอยตีบตันไปหมด!

     แต่พระองค์ท่านเรียกว่า  "ทรงหายวัน-หายคืน"  เสวยพระกระยาหารได้มากขึ้น  ทำให้หัวใจประชาชนค่อยพองโต  มีใบหน้าแจ่มใส  สดชื่น  อย่างนี้แสดงว่าพระองค์จะต้องทรงมีพระกำลังใจ  ส่งผลให้มีพระพลานามัยแข็งแรงในเร็ววันแน่นอน  และใครๆ  ที่ททอยกันไปลงนามถวายพระพร  ขณะนี้  ต่างก็มีความสุขจากข่าวประเสริฐ

     ณ  ลานแห่งศิริราช  เป็นลานแห่งการสมานรัก  สมานสามัคคี  ทุกผู้-ทุกนามที่มา  ด้วยปรารถนาแห่งจิตตรงกันว่า...ขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว

     กลั่นน้ำใจเขียนคำ  "ถวายพระพร"  แทบแทนน้ำหมึก!

     ผมสังเกตว่า  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  ทรงปีติมาก  ทุกครั้งที่ประทับอยู่ท่ามกลางพสกนิกรของพระองค์  และถ้ามีพระอาการประชวร  เมื่อพสกนิกรมาเยี่ยม-มาเฝ้าพระอาการป่วย  พระองค์จะทรงมีพระกำลังใจ  มีพระพลานามัยแข็งแรงเร็ววัน

     นั่นเพราะอะไร  จะเรียกว่า  "มหัศจรรย์แห่งจิต"  ก็ย่อมได้  เพราะนับแต่ทรงขึ้นครองราชย์  คำว่า  "ประชาชน"  กับคำว่า  "ในหลวง"  ผูกสนิทแนบแน่นเป็นเนื้อเดียว  "แยกกันไม่ออก"  นับแต่บัดนั้นถึง  ณ  บัดนี้

     ยังจำประโยคประวัติศาสตร์  "ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน"

     กับประโยค  "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า  แล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร"  กันได้มิใช่หรือ?

     ประโยคข้างบนเป็นเสียงตะโกนของประชาชนที่มาส่งเสด็จ   และประโยคข้างล่าง  คือคำตอบของ  "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  ขณะเสด็จฯ  จากสยามสู่  ณ  แดนไกล  และอีกนานแสนนาน  กว่าจะได้เสด็จฯ  กลับมาทอดพระเนตรหน้าพสกนิกรของพระองค์อีกครั้ง

     เมื่อคราวที่พระองค์ทรงพระประชวรอยู่  ณ  ศิริราชแห่งนี้เมื่อปี  ๒๕๔๙  ผมเคยคัดลอกบางตอนมาจากหนังสือ  "ทำเป็นธรรม"  ซึ่งเขียนโดยท่านผู้หญิงเกนหลง  สนิทวงศ์  ณ  อยุธยา  มาให้ท่านอ่านไปแล้ว  วันนี้-ผมจะยกมายืนยันในความที่ว่า  "ในหลวง"  กับ  "ประชาชน"  แยกกันไม่ออกอีกครั้งก็ได้

     ท่านผู้หญิงเกนหลง  เขียนไว้ในหนังสือ  "ทำเป็นธรรม"  ขณะเสด็จฯ  ออกจากประเทศไทยไปศึกษาต่อ  ณ  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  โดยมีประชาชนส่งเสด็จจำนวนมาก  ดังนี้

     ท่ามกลางเสียงโห่ร้องถวายพระพร  ระหว่างที่รถพระที่นั่งแล่นผ่าน  ฝูงชนส่งเสด็จเดินทางจากสยามประเทศเพื่อไปศึกษาต่อ  ณ  สวิตเซอร์แลนด์  เมื่อวันที่  19  สิงหาคม  พ.ศ.2489  ได้มีเสียงหนึ่งตะโกนแทรกมาเข้าพระกรรณว่า  "ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน"  ในขณะนั้น  ทรงนึกตอบในพระทัยว่า  "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร"  ภาพนี้ยังคงติดอยู่ในพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  จนมิอาจลืมเลือนได้ตราบถึงปัจจุบัน  เพราะทรงตระหนักว่า  ทรงมีหน้าที่เพื่อชาติ  ถึงโอกาสที่ควรจะทรงทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชน  ตามที่ประชาชนพร้อมใจกันทูลเกล้าฯ  ถวายพระราชภาระอันยิ่งใหญ่

     และเพื่อเป็นการผ่อนคลายความเศร้า  ความเสียขวัญของพสกนิกรชาวไทย  ซึ่งเพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์  ระหว่างนั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชนิพนธ์บันทึกประจำวัน  "เมื่อ  ข้าพเจ้าจากสยาม  สู่สวิตเซอร์แลนด์"  พระราชทานแก่หนังสือวงวรรณคดีไทย  เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกซาบซึ้งพระราชหฤทัยถึงน้ำใจของประชาชนที่พร้อมใจกัน มาส่งเสด็จอย่างมืดฟ้ามัวดิน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มบทพระราชนิพนธ์ว่า...

     "วงวรรณคดี"  ได้ขอร้องให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเล็กน้อยที่ถนัดมาลงในหนังสือนี้นานมาแล้ว  อันที่จริงข้าพเจ้าก็ไม่ใช่นักประพันธ์  เมื่ออยู่โรงเรียน  เรียงความและแต่งเรื่องก็ทำไม่ได้ดีนัก...ฉะนั้น  จึงตกลงใจส่งบันทึกประจำวันที่เขียนไว้ก่อนและระหว่างวันเดินทางจากสยามสู่ สวิตเซอร์แลนด์มาให้

     และในโอกาสนี้จึงขอขอบใจเป็นการส่วนตัวต่อ  ทุกๆ  คน  ที่มาถวายความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชของข้าพเจ้า  ณ  พระมหาปราสาท  ตลอดจนความปรารถนาดี  ที่มีต่อตัวข้าพเจ้าเอง  กับขอขอบใจเหล่าทหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการ  ด้วยความจงรักภักดีต่อเราทั้งสองด้วย

     วันที่   16  สิงหาคม  พ.ศ.2489-อีกสามวันเท่านั้น  เราก็จะต้องจากไปแล้ว  ฉะนั้น  จึงตั้งใจจะไปนมัสการพระพุทธชินสีห์   ที่วัดบวรนิเวศวิหาร  รวมทั้งสมเด็จพระสังฆราชด้วย  ยืนรออยู่บ้าง  แต่ไม่สู้มากนัก  เข้าไปในพระอุโบสถ  จุดเทียนนมัสการ  ฯลฯ...แล้วได้มีโอกาสทูลปฏิสันถารกับสมเด็จพระสังฆราช  ทรงนำพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์สูงมาให้รู้จัก  โดยปกติได้เคยเห็นท่านเหล่านี้มาจนชินแล้ว  ทรงนำขึ้นไปนมัสการพระสถูป  บนนั้นมีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่  ชื่อพระไพรีพินาศ  พระองค์นี้เคยทรงเล่าประวัติมาก่อนหน้านี้แล้วหลายวัน  หลังจากนั้นก็นมัสการลา

     ตอนนี้มีราษฎรชุมนุมกันหนาตาขึ้น  ต่างก็ยัดเยียดเบียดเสียดกันจนรู้สึกเกรงไปว่ารถที่นั่งมาจะทับเอาใครเข้า บ้าง  ช่างเคราะห์ดีแท้ๆ  ที่ไม่มีอันตรายอันใดเกิดขึ้นแก่ประชาชนที่มานั้นเลย  ในหมู่ประชาชนที่มารอกันอยู่วันนี้  จำได้ว่ามีบางคนเคยเห็นที่พระมหาปราสาทเป็นประจำมิได้ขาด  ไม่รู้ว่าหาเวลามาจากไหน  จึงไปที่พระมหาปราสาทได้เสมอเกือบทุกวันอังคาร  พฤหัสบดี  และวันอาทิตย์  พวกนี้ก็มาที่วัดนี้ด้วยเหมือนกัน

     วันที่  17  สิงหาคม  พ.ศ.2489-เก็บของลงหีบและเตรียมตัว...

     วันที่  18  สิงหาคม  พ.ศ.2489-เราต้องจากไปในวันพรุ่งนี้แล้ว!  อะไรๆ  ก็จัดเสร็จหมด  หมายกำหนดการก็มีอยู่พร้อม...บ่ายวันนี้เราไปถวายบังคมพระบรมอัฐิของพระบรม ราชบุพการีของเรา  ทั้งสมเด็จพระมหากษัตริย์  และสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลก่อนๆ  แล้วก็ไปถวายบังคมลาพระบรมศพ  เราต้องทูลลาให้เสร็จในวันนี้  และไม่ใช่พรุ่งนี้ตามที่ได้กะไว้แต่เดิม  เพื่อจะรีบไม่ให้ชักช้า  เพราะพรุ่งนี้จะได้มีเวลาแล่นรถช้าๆ  ให้ราษฎรเห็นหน้ากันโดยทั่วถึง

     เมื่อออกจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณมายังพระที่นั่งอมรินทร-วินิจฉัย  ผู้คนอะไรช่างมากมายเช่นนั้น!  เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาถามว่า  จะอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาหรือไม่  ในขณะที่ไปถวายบังคมพระบรมศพ  ตอบเขาว่า  "ให้เข้ามาซิ"  เพราะเหตุว่า  วันอาทิตย์เป็นวันสำหรับประชาชน  เป็นวันของเขา  จะไปห้ามเสียกระไรได้  และยิ่งกว่านั้น  ยังเป็นวันสุดท้ายก่อนที่เราจะจากบ้านเมืองไปด้วย  ข้าพเจ้าอยากจะแลเห็นราษฎร  เพราะกว่าจะได้กลับมาเห็นเช่นนี้ก็คงอีกนานมาก...วันนี้พวกทหารรักษาการณ์ กันอย่างเต็มที่  เพื่อกันทางไว้ให้รถแล่นได้สะดวก  ไม่เหมือนเมื่อวันที่  15  สิงหาคม  ที่มากันคน

     วันที่  19  สิงหาคม  พ.ศ.2489-วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว!  พอถึงเวลาก็ลงจากพระที่นั่งพร้อมกับแม่   ลาเจ้านายฝ่ายใน  ณ  พระที่นั่งชั้นล่างนั้น  แล้วก็ไปยังวัดพระแก้ว  เพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกต  และพระภิกษุสงฆ์  ลาเจ้านายฝ่ายหน้า  ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่ง  แล้วก็ไปขึ้นรถยนต์

     พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง  200  เมตร  มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถ  แล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบ  ราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น  บางทีจะเกิดเป็นลูกระเบิด!  เมื่อมาเปิดดูภายหลัง  ปรากฏว่าเป็นทอฟฟี่ที่อร่อยมาก  ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆ  ที่ถนนราชดำเนินกลาง  ราษฎรเข้ามาใกล้จนชิดรถที่เรานั่ง  กลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งทับขาใครเข้าบ้าง  รถแล่นฝ่าฝูงคนไปได้อย่างช้าที่สุด  ถึงวัดเบญจมบพิตร  รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง  ตามทางที่ผ่านมา  ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ  ว่า  "อย่าละทิ้งประชาชน"  อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า  ถ้าประชาชนไม่  "ทิ้ง"  ข้าพเจ้า  แล้ว  ข้าพเจ้าจะ  "ละทิ้ง"  อย่างไรได้  แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว

     เมื่อมาถึงดอนเมือง  เห็นนิสิตมหาวิทยาลัยผู้จงใจมาเพื่อส่งเราให้ถึงที่  ได้รับของที่ระลึก  เป็นรูปเครื่องหมายของมหาวิทยาลัย  11.45  นาฬิกาแล้ว  มีเวลาเหลืออีกเล็กน้อยสำหรับเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว  ที่สโมสรนายทหาร  ต่อจากนั้นก็ไปขึ้นเครื่องบิน  เดินฝ่าฝูงคน  ซึ่งเฝ้าดูเราอยู่จนวาระสุดท้าย

     เมื่อขึ้นมาอยู่บนเครื่องบินแล้วก็ยังมองเห็นราษฎร   ได้ยินเสียงไชโยโห่ร้องอวยชัยให้พร  แต่เมื่อคนประจำเครื่องบินเริ่มเดินเครื่องทีละเครื่องๆ  เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นหวั่นไหว  กลบเสียงโห่ร้องก้องกังวานของประชาชนที่ดังอยู่หมด  พอถึง  12  นาฬิกา  เราก็ออกเดินทาง  มาบินวนอยู่เหนือพระนคร  สามรอบ  ยังมองเห็นประชาชนแหงนดูเครื่องบินทั่ว  ถนนทุกสายในพระนครบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตกมุ่งตรงไปยังเกาะลังกา  (ซีลอน)  เสียงเครื่องบินดังสนั่นหนวกหู  หากผู้ใดอยากจะพูดก็จะต้องตะโกนออกมาให้สุดเสียง  ดังนั้น  จึงไม่มีใครพูดเลย  ทางที่ดีที่สุดที่พึงทำคือ  หลับตาเสียแล้วนิ่งคิด

ครับ...แล้วอย่างนี้  เรา-ประชาชนคนไทย  จะ  "ทิ้ง"  พระองค์ท่านได้อย่างไรกัน

ขอจงทรงพระเจริญ

บทความโดยคุณเปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์

Posted:Saturday, September 19, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

ผลวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.)  ที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในการสลายการชุมนุม ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  เมื่อวันที่  7  ตุลาคม  2551  ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างมากมายและหลากหลาย  ทั้งในแวดวงการเมืองและแวด วงคนในเครื่องแบบสีกากี  ทั้งนี้  ความเคลื่อนไหวของบรรดานายพลตำรวจปลดประจำการ  หรือเกษียณอายุราชการ  พร้อมกับนายตำรวจระดับชั้นผู้บังคับบัญชาแถวหน้าที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ต่างๆ  นานา  รวมทั้งทวงถามหาแนวทางในการปราบปรามการสลายผู้ชุมนุมจาก  ป.ป.ช.  เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน  และน่าเป็นกังวลที่สุด

     ภาพของนายตำรวจที่ดาหน้าออกมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับรุ่นน้อง  หรือลูกน้องที่ถูก  ป.ป.ช.พิพากษาความผิดถึงขั้นอาจจะต้องถูกปลดออกหรือไล่ออกจากราชการต่อกรณี การสลายม็อบ  7  ตุลา  หากมองในมุมบวก  ต้องยอมรับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักสำหรับคน ในเครื่องแบบสีกากีที่จะสมานสามัคคีแสดงความรู้สึกกันอย่างพร้อมเพรียงเพียง นี้  แต่ถ้ามองต่างมุมแล้ว   คงปฏิเสธยากว่า   ตำรวจทั้งเก่าและใหม่จากอดีตจนถึงปัจจุบัน  ยังคงยึดมั่น   ถือมั่น   ว่าการเป็นผู้ถือกฎหมายในมือภายใต้เครื่องแบบสีกากี  เป็นอำนาจที่มีความชอบธรรม  และอนุญาตให้สามารถใช้ความรุนแรงกับใครก็ได้โดยไม่ถือว่าผิด

     การไม่ยอมรับว่ากระทำการผิดพลาดบกพร่องในเหตุการณ์สลายม็อบ  7  ตุลาคม  จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต  2  คน  และบาดเจ็บอีกเป็นร้อย  อาจจะถือเป็นเรื่องปกติของปุถุชนทั่วไปที่พึงกระทำและต่อสู้ต่อไปตามกระบวน การยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แก้ตัวและแก้ต่างชี้แจงแถลงไข  แต่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่สามารถยอมรับได้โดยง่ายดายอย่างแน่นอน  สำหรับเสียงเรียกร้องถามหาขั้นตอนหรือข้อกำหนดต่างๆ  จาก  ป.ป.ช.เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการควบคุมดูแลฝูงชนจนถึงการสลายการ ชุมนุม   โดยกล่าวอ้างว่า  เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย  7  ตุลาคม  โดยเฉพาะจะมีการประกาศที่จะชุมนุมกันของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่  19  กันยายนที่กำลังจะถึงนี้

     คำตอบของนายวิชัย  วิวิตเสวี  หนึ่งในคณะกรรมการ  ป.ป.ช.ต่อข้อทวงถามของตำรวจ   โดยระบุว่า  ตำรวจต้องรู้กฎหมาย  และต้องเข้าใจว่าอะไรคือความถูกต้องและเหมาะสม  นับเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า  ตราบเท่าที่ตำรวจปราศจากจิตสำนึกของการเป็นผู้รักษากฎหมาย  มองไม่เห็นว่าคนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับผู้สวม เครื่องแบบสีกากี  ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน  รวมทั้งการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ  หรือการละเว้นปฏิบัติหน้าที่  จักต้องเกิดขึ้นตลอดไป  และคงจะโทษใครหรือ  ป.ป.ช.มิได้  ถ้าหากตำรวจต้องรับโทษของการกระทำผิดครรลองของกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม  เพราะวันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว  ตำรวจก็เป็นองค์กรที่ต้องถูกตรวจสอบจากภาคประชาชนเช่นกัน

     ถ้าตำรวจมีจิตสำนึกย่อมตระหนักรู้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสลาย การชุมนุมจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็น  โดยคำนึงถึงความเหมาะสม  มีลำดับขั้นตอนตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการ ชุมนุมของประชาชน  เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจดำเนินการตามอำเภอใจได้  ทั้งนี้จากง่ายไปหายาก  ตำรวจมีกฎหมายในมือ  ทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา  116  ว่าด้วยการก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง  มาตรา  138  ว่าด้วยความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน  มาตรา  215  ว่าด้วยการกระทำที่กระทบกับความสงบสุขของประชาชน  นอกจากนั้น  ยังมี  พ.ร.บ.จราจรทางบก  พ.ศ.2522  พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง  พ.ศ.2535  รวมทั้งความผิดฐานละเมิด  ซึ่งเป็นความผิดทางแพ่ง

     แม้จะยังไม่มี  พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ  ที่มีความพยายามผลักดันมาแล้วรอบหนึ่งในยุคของรัฐบาลนายสมัคร  สุนทรเวช  แต่ขั้นตอนการสลายการชุมนุมที่เป็นมาตรฐานสากล  ตำรวจก็รับทราบและเคยซักซ้อมดำเนินการมาแล้ว  ดังนั้น  ปัญหาของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ต้องตามหาจิตสำนึกตำรวจของประชาชนให้พบ  แล้วทุกอย่างก็จะคลี่คลายหรือมีทางออกอย่างสร้างสรรค์  ส่วนการสามัคคีชักแถวประชดประชันอวดอ้างว่าทำแล้วผิดไม่ทำดีกว่า  ก็ไม่ควรเรียกตัวเองว่าเป็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อีกต่อไป

Posted:Monday, September 7, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

แค่วันที่  ๗  เดือน  ๙  เท่านั้น  ยังไม่ถีงวันที่  ๙  เดือน  ๙  เลย  "ปรากฏกรรม"  ก็ผ่าเปรี้ยงลงที่  "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ"  ทีเดียว  ๒  ครั้งซ้อน  นายตำรวจดำเป็นตอตะโกคาที่ไป  ๑๑  นาย  ทราบชื่อเพียง  ๒  คือ  พล.ต.อ.พัชรวาท  วงษ์สุวรรณ  ผบ.ตร.  และ  พล.ต.ท.สุชาติ  เหมือนแก้ว  อดีต  ผบช.น.  ส่วนอีก  ๙  นายยังไม่ทราบชื่อ!?

     ครับ..ท่านคงงงว่าผมพูดถึงอะไร  ก็เมื่อวานนี้ไงครับ  (๗  ก.ย.๕๒)  ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทั้งทางอาญา  และทางวินัย  พล.ต.อ.พัชรวาท  วงษ์สุวรรณ  พล.ต.ท.สุชาติ  เหมือนแก้ว   ไปเรียบร้อยแล้ว  ในคดี  "ตำรวจฆ่าประชาชน  ๗  ตุลาคม  ๒๕๕๑"  ที่หน้ารัฐสภา  และบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าครั้งนั้น

     นอกจากต้องถูกดำเนินคดีทางอาญาด้วยความผิดตามมาตรา  ๑๕๗  แล้ว  ทั้ง  พล.ต.อ.พัชรวาท  และ  พล.ต.ท.สุชาติ  ซึ่งยังอยู่ในราชการ  ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิดทางวินัยขั้นร้ายแรงด้วย

     ตามกฎระเบียบบอกว่า  ความผิดทางวินัยร้ายแรง  ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง  และฐานละเว้นการกระทำใดๆ  อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงอย่างนี้  ไม่ต้องไปฟ้องให้ศาลลงโทษ  ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาของนายตำรวจทั้ง  ๒  ให้พิจารณาโทษทางวินัยได้ทันที

     ผู้บังคับบัญชาของตำรวจก็คือ  "นายกรัฐมนตรี"  นั่นก็คือ  ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้นายกฯ  อภิสิทธิ์ปุ๊บ  ภายใน  ๓  วัน  ๗  วัน  นายกฯ  ก็ต้องนำเรื่องลงโทษวินัยร้ายแรงกับ  พล.ต.อ.พัชรวาทเข้าที่ประชุม  ก.ต.ช.ซึ่งตามกฎ  "ผิดวินัยร้ายแรง"  มีโทษ  ๒  สถานเท่านั้น  คือ  ปลดออก  หรือไล่ออกในทันที!

     ตรงนี้-ถ้าเราอยากจะรู้ว่าอภิสิทธิ์  "มีความรู้สึกอย่างไร"  ต่อผู้ทำผิดวินัยขั้นชั่วร้ายแรงที่ชื่อ  พล.ต.อ.พัชรวาท  ก็คอยสังเกตบทลงโทษ  ถ้ามีเยื่อใยไมตรี  ก็คงลงโทษแค่  "ปลดออก"  นับว่ายังได้รับบำเหน็จ-บำนาญอยู่

     แต่ถ้าตัดบัวไม่เหลือใย  เฉียบขาดตามเจตนารมณ์ของคำว่า  "ผิดวินัยร้ายแรง"  จะฟันฉับด้วยโทษ  "ไล่ออก"  สถานเดียว  ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับบำเหน็จ-บำนาญเลย!

     ส่วน  พล.ต.ท.สุชาติ  เหมือนแก้ว  ซึ่งเป็น  ผ.บชภ.๔  อยู่ขณะนี้  ก็เหมือนกัน  ก.ตร.จะพิจารณาโทษภายใน  ๓๐  วัน  โทษก็มี  ๒  สถานเหมือนกัน  คือถ้าไม่ปลดออก  ก็ไล่ออก  บทอวสานของ  "บิ๊กเบื๊อก"  นรต.รุ่น  ๒๖  เพื่อนร่วมรุ่นของ  "บิ๊กแม้ว"  ก็เป็นประการฉะนี้

     พูดถึง  พล.ต.อ.พัชรวาท  ในที่สุดท่านก็ไม่สามารถ  "ลบอาถรรพณ์"  สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปได้  คือยังไม่มี  ผบ.ตร.คนไหนที่อยู่ในตำแหน่งจนถึงวันเกษียณได้สักราย  ล้วนแล้วแต่  "มีอันเป็นไป"  ดีบ้าง-ร้ายบ้างกระเด็นไปจากเก้าอี้ก่อนทั้งนั้น  แต่ส่วนมากกระเด็นไปแบบร้าย  มากกว่าแบบดี!

     ที่เห็นชัดๆ   พล.ต.อ.สันต์  ศรุตานนท์  พล.ต.อ.โกวิท  วัฒนะ  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เตมียาเวส   แล้วก็มา  พล.ต.อ.พัชรวาทนี่แหละ  ที่อีก  ๒๓  วันจะครบเกษียณคาตำแหน่ง  "ล้างอาถรรพณ์"  ได้อยู่แล้ว  แต่ก็ต้องตกเก้าอี้ไปจนได้  "กงกรรม-กงเกวียน"  ของคนในวงการตำรวจโดยแท้

     คงไม่ต้องลุ้นหรอกครับว่า  นายกฯ  อภิสิทธิ์รับเรื่องจาก  ป.ป.ช.แล้วจะแกล้ง  "ดึงๆ  ดองๆ"  เอาไว้จนเลย  ๓๐  กันยา.เพื่อช่วยให้  พล.ต.อ.พัชรวาทได้ชื่อว่า  "เกษียณอายุในตำแหน่ง"  แล้วค่อยนำเรื่องเข้าที่ประชุม  ก.ต.ช.  เพราะขืนทำอย่างนั้น  ก็จะต้องมีนายกรัฐมนตรีอีกคนที่เจออาญา  มาตรา  ๑๕๗  ฐานจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

     พล.ต.อ.วิเชียร  พจน์โพธิ์ศรี  คงทั้งสร้างและทั้งทำลายสถิติ  "ผบ.ตร.รักษาการ"  มากสมัยที่สุด   ช่วงไม่ถึงเดือนมั้ง  ได้เป็น  "ผบ.ตร.รักษาการ"  ไปแล้ว  ๒  ครั้ง  และนี่ทำท่าว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่  ผบ.ตร.รักษาการอีกเป็นครั้งที่  ๓!?

     นายกฯ  อภิสิทธิ์น่ะ  เรื่องเก่งคงไม่เท่าไร  แต่เรื่องเฮงน่ะ...ผมว่า  "ก๊กเฮง"  ยังต้องชิดซ้าย  ก็เมื่อฟ้าผ่า  ผบ.ตร.คาที่ไปต่อหน้า-ต่อตาอย่างนี้  การประชุม  ก.ต.ช.เพื่อเลือกตัว  "ผู้บัญชาการตำรววจแห่งชาติ"  คนใหม่ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม  จากนี้ก็คงโล่ง-โปร่งสบาย  อย่างน้อยที่สุด  ในเมื่อ  พล.ต.อ.วิเชียรมานั่งเก้าอี้  ก.ต.ช.แทนพัชรวาท

     เสียงสนับสนุนนายกฯ  ที่เสนอ  "พล.ต.อ.ปทีป  ตันประเสริฐ"  เป็น  ผบ.ตร.ก็เป็นที่วางใจได้!

     พล.ต.อ.ปทีป  ตันประเสริฐ  หรือ  พล.ต.อ.จุมพล  มั่นหมาย  ใครคือ...ผบ.ตร.นาทีนี้คงไม่ต้องพูด  แต่เมื่อยังไม่ถึงวันที่  ๑  ตุลา.  "ระบบเมืองไทย"  นั้น  จะฟันธงโครมครามคนใดลงไปเห็นจะยังไม่ได้

     เพราะ  "ข้อมูลใหม่"  กับเมืองไทย  เป็นของคู่กัน!

     ผมบอกไว้ข้างต้นว่าฟ้าผ่านายตำรวจ  ๑๑  นาย  อ่านถึงตรงนี้เห็นมีแค่  ๒  นาย  แล้วอีก  ๙  ที่ไม่ทราบชื่อนั่นคือใคร  คืออย่างนี้ครับ  เมื่อวาน-วันเดียวกัน  ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  คณะอุนกรรมการ  ก.ตร.ชุดพิเศษ  ที่ตั้งขึ้นสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีซื้อขายตำแหน่ง  พล.ต.อ.นพดล  สมบูรณ์ทรัพย์  ในฐานะโฆษกฯ  ท่านก็แถลงผลสอบว่า

     "เชื่อว่ามีการแทรกแซงอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรววจประจำปี  ๒๕๕๑"

     และเชื่อว่า..."การแต่งตั้งส่อไปในทางทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์"!

     ประมาณ   ๘-๙  นายตำรวจครับที่คณะอนุฯ  ก.ตร.เสนอว่ามีความผิดในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนั้น  ส่วนจะเป็นใครบ้าง  "ก็...รู้ๆ  กันอยู่"  จะมีอีจ๋อย..อีจ่อย..อะไรนั่นด้วยหรือไม่  รอเขาเสนอเรื่องถึง  "รองฯ  สุเทพ"  ก่อน  แล้วให้เขาแถลงออกมา

     ตอนนี้กลัวอยู่อย่างเดียวคือ  กลัวสองชายม่วงปิดห้องกอดกันแล้วยิงตัวตายหนีคดีรุ้มเร้า!!!

     ปีที่แล้ว   "๗  ตุลาคม  ๒๕๕๑"  ฟ้าผ่าหน้ารัฐสภา  และบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  (พธม.)  เจ็บ-ตายเกลื่อนกลาด

     ปีนี้  "๗  กันยายน  ๒๕๕๒"  ฟ้าผ่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  (ส.ต.ช.)  ทั้ง  ผบ.ตร.และทั้งคณะแก๊งผู้มีความประพฤติชั่วร้ายตายเกลื่อนกลาด!

     ปรากฏกรรม  หรือ  กรรมติดจรวด  นั่นแล!

     แต่ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับนายตำรวจอีก  ๕  นาย  ที่อยู่ในวงเวียนเดียวกัน  แต่โชคดี-รอดจากการถูกฟ้าผ่าตายไปได้ชนิดต้องจำไปจนตาย  ก็มี  พล.ต.อ.วิโรจน์  พหลเวชช์  รอง   ผบ.ตร.,  พล.ต.ต.ลิขิต  กลิ่นอวล,  พล.ต.ต.เอกรัตน์  มีปรีชา,  พล.ต.ต.วิบูลย์  บางท่าไม้  และ  พล.ต.ต.จักรทิพย์  ชัยจินดา  รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ออกปฏิบัติหน้าที่สลายม็อบวันนั้น

     ป.ป.ช.ชี้มูลว่า  "ไม่มีความผิด"  เพราะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา!

     สรุปก็คือ  ในคดี  ๗  ตุลา.มีผู้ถูกกล่าวหารวม  ๙  นาย  ป.ป.ช.ชี้มูลว่าไม่มีความผิดไป  ๕  นายข้างต้น  และชี้มูลว่ามีความผิดทั้งอาญาและทั้งวินัยร้ายแรง  ๔  นาย  คือ

     ๑.นายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์  อดีตนายกฯ  มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  157   ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล  ซึ่งเรียกประชุม  ครม.นัดพิเศษในคืนวันที่  6  ตุลาคม  2551  โดยมอบหมายให้  พล.อ.ชวลิต  ยงใจยุทธ  เป็นผู้สั่งการ  และเปิดทางให้  ส.ส.และ  ส.ว.เข้าสู่รัฐสภา

     ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด  8  ต่อ  1

     ๒.พล.อ.ชวลิต  ยงใจยุทธ  อดีตรองนายกฯ  มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  157  ฐานเป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์  และสั่งการให้ตำรวจผลักดันผู้ชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตา

     ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด  6  ต่อ  3

     ๓.พล.ต.อ.พัชรวาท   วงษ์สุวรรณ   ในฐานะ  ผบ.ตร.ซึ่งรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่  เมื่อเกิดเหตุรุนแรงจนถึงขั้นผู้ชุมนุมบาดเจ็บสาหัส  ถึงขนาดขาขาด-แขนขาด  ก็ต้องยับยั้งมิให้เหตุการณ์ลุกลามต่อไป  และมีการให้การจากพยานว่า  เป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม  จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  157  ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  และมีความผิดวินัยร้ายแรง  ตาม  พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ  พ.ศ.๒๕๔๗  มาตรา  ๗๙ (๕) (๖)

     ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด  8  ต่อ  1

     ๔.พล.ต.ท.สุชาติ  เหมือนแก้ว  อดีต  ผบช.น.ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์  และเป็นเจ้าของพื้นที่  มีความผิดวินัยร้ายแรงตาม  พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ  พ.ศ.๒๕๔๗  มาตรา  ๗๙ (๓) (๕) (๖)  และอาญา  เช่นกัน

     ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด  8  ต่อ  1

     สรุปถึงขั้นตอนปฏิบัติ   ในด้านข้อหาอาญา  ป.ป.ช.จะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณา  แล้วนำตัวทั้ง  ๔  ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง  เฉพาะ  พล.ต.อ.พัชรวาท  กับ   พล.ต.ท.สุชาติ   มีความผิดวินัยร้ายแรงด้วย  ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้นายกฯ  จัดการ  "ปลดออก-ไล่ออก"  ต้องรู้ผลภายใน  ๑๕  วัน!

Posted:Monday, September 7, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

อือมม์ม์ม์...ก็ถือว่าเรียบโร้ยย์ย์โรงเรียนนายร้อย  จปร.ไปอีกหนึ่งเรื่อง  เมื่อที่ประชุม  ปปช.มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  157  ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกับข้าราชการการเมืองกลุ่มหนึ่ง  ในกรณีสลายการชุมนุม 7  ตุลาคม  2551  และเอาผิดทางอาญาและวินัยอย่างร้ายแรง  ต่อข้าราชการประจำผู้รับผิดชอบ  อย่างผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  และผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้น...

     ถ้าหากย้อนกลับไปนึกถึงภาพการระดมยิงแก๊ซน้ำตา  กระสุนจริง  หรือกระสุนยาง  ก็ไม่รู้เข้าใส่บรรดาผู้ชุมนุมที่มีทั้งเด็ก  ผู้หญิง  คนแก่  นอนกลิ้งระเนระนาดกลางท้องถนน  ในแบบซ้ำแล้ว-ซ้ำเล่า  ซ้ำๆ  ซากๆ  ถึงขั้นขาขาด  แขนขาด  หรือกระทั่งชีวิตปลิดปลงลงไปเลยก็มี...ภาพเหตุการณ์เช่นนี้  มันก็ควรจะต้องมี  ผู้รับผิดชอบ  นั่นแหละ  คือมันก่อให้เกิดบรรยากาศอันน่าเอน็จอนาถ  เทียบไม่ได้กับครั้งการจัดการกับผู้ชุมนุมอีกกลุ่ม  ในช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา  ซึ่งถึงแม้นจะเต็มไปด้วยความละมุนละม่อม  ไม่มีใครต้องบาดเจ็บ  ล้มตาย  กันแบบหนักหนาสาหัส  ยังเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกนำเอามาเป็นประเด็น  ไล่บี้  ไล่เช็ด  ตั้งกระทู้เอาผิด  หรือตัดต่อเทปเสียง  เพื่อที่จะหาทางเล่นงานกันให้จงได้...

     แม้นว่ามันจะเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอยู่บ้างต่อข้าราชการประจำบางส่วน  ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง  หรือต่อข้าราชการการเมืองบางราย  ซึ่งถูกนำไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้มอบหมายแนวทาง  นโยบาย  แต่บนความตาย  บนความเจ็บปวดรวดร้าวของราษฎร  อันเป็นที่ประจักษ์โดยชัดเจนเช่นนี้...มันจะไปปล่อยเลยตามเลยมิได้  อย่างน้อยก็คงต้องมี  ผู้รับผิดชอบ  ต่อความผิด  ความถูก  ความเหมาะสม  ไม่เหมาะสม  ลดหลั่นกันไปตามลำดับ  และสิ่งเหล่านี้ก็สามารถแยกแยะได้ไม่ยาก  โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายที่จำต้องตั้งมั่นอยู่ในการให้ความยุติธรรมต่อ ทุกฝ่ายโดยหลักการพื้นฐานนั่นเอง...

     การชี้มูลความผิดของ  ปปช.  จึงถือเป็นเพียงแค่  กระบวนการขั้นต้น  ที่จะขับเคลื่อนไปสู่ความยุติธรรมในทางตัวบทกฎหมาย  หรือยังต้องผ่านขั้นตอนการสั่งฟ้องของอัยการสูงสุด  ยังต้องผ่านการกลั่นกรอง   แยกแยะ   ความถูกผิดโดยศาลสถิตยุติธรรมอย่างละเอียด  รอบคอบ   ด้วยเหตุนี้สำหรับผู้ที่เคารพต่อตัวบทกฎหมาย  หรือผู้ซึ่งมีหน้าที่ในการรักษาตัวบทกฎหมายโดยตรง  อย่างบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหลาย  ก็ไม่น่าจะต้องถึงขั้นฮึดๆ  ฮัดๆ  นำเอาสิ่งสมมุติที่เรียกๆ  กันว่าเกียรติยศ  ศักดิ์ศรี  อะไรต่อมิอะไรต่างๆ  มาแสดงการต่อต้าน  ท้าทาย  ต่อองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้ชี้มูลความผิดอย่าง  ปปช. มากมายนัก  เพราะท้ายที่สุด...ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะดำเนินไปตามตัวบทกฎหมาย  อันเป็นสิ่งที่ตำรวจเองก็เป็นผู้นำมาบังคับใช้กับผู้อื่นเหมือนๆ  กันนั่นแหละ....

     แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  มาตรการในทาง  วินัย  ซึ่งไม่ได้เกี่ยวพันกับคดีความทาง  อาญา  การที่  ปปช.ได้พยายามจำกัดวง  จำกัดขอบเขตของความรับผิดชอบ  ให้เหลืออยู่เพียงแค่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดอย่าง  ผบ.ตร.  และผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้น  ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นการใช้ความละเอียดรอบคอบในการพิจารณา  บทบาทหน้าที่ของผู้ซึ่งมีส่วนในความรับผิดชอบไปตามเนื้อผ้า  ไม่ได้แสดงออกถึงการเหวี่ยงแห  หรือการรังแกตำรวจ  อย่างที่มีความพยายามที่จะปลุกระดมกันอยู่ในขณะนี้  และการจะพิจารณาดำเนินการใดๆ  ต่อไป  ก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน   ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ  (กตช.)  และในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ   (กตร.)   ซึ่งจะต้องว่ากันไปตามกฎ   ระเบียบ  วินัย  ข้าราชการไปตามลำดับขั้น...

     สำหรับผู้ซึ่งเคารพ  ยึดมั่น  ในตัวบทกฎหมาย  หรือกฎระเบียบในระบบราชการแล้ว  กระบวนการเหล่านี้มันเป็นเรื่อง  ปกติธรรมดา  ที่ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปดิ้นรน  โผงผาง  สร้างเรื่อง  สร้างปัญหาให้วุ่นวายมากไปกว่านี้  ประเภทที่ถึงขั้นต้องออกแรงผลักดันให้พรรคการเมืองที่คุ้มกะลาหัวตัวเอง  ต้องออกมาเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ  นำเอากลไกการพิจารณาโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการด้วยกัน  มาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับผู้บังคับบัญชา  ตลอดไปจนถึงปลุกระดมข้าราชการตำรวจให้ออกมาแสดงการท้าทาย  ต่อต้านองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาตามตัวบทกฎหมาย  ฯลฯ  พฤติกรรมเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เป็นพฤติกรรมของ  ข้าราชการประจำ  แต่ถือเป็นพฤติกรรมของ  นักการเมือง  ล้วนๆ...

     เหตุที่แวดวงข้าราชการประจำต้องเกิดความเสื่อม  ความระส่ำระสายอยู่ในทุกวันนี้  ก็เพราะข้าราชการประจำในแต่ละแวดวงนั่นแหละ  ที่พยายามนำเอา  การเมือง  เข้ามาเล่นภายในองค์กรและสถาบันของตัวเองกันโดยไม่บันยะบันยัง  ไม่คำนึงถึงมาตรฐานความถูกผิด  แม้แต่ความถูกผิดตามที่ปรากฏอยู่ในตัวบทกฎหมายด้วยซ้ำ  ทั้งๆ  ที่ตัวเองมีฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายแท้ๆ  แต่การหันไปให้ความสำคัญกับ  อำนาจ  และ  การต่อรอง  ตามแบบฉบับของนักการเมืองทั้งหลาย  มันจึงมักจะนำมาซึ่ง  การละเว้นปฏิบัติหน้าที่  หรือ  การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ไปตามกระแสการเมืองในแต่ละยุคแต่ละสมัยอย่างมิอาจปฏิเสธได้  แม้นว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งประโยชน์ส่วนบุคคลชั่วครั้งชั่วคราว  แต่มันกลับเป็นตัวทำลาย  สถาบัน  ของตัวเองให้เสื่อมลงๆ  และระส่ำระสายไปตามความไม่แน่นอนทางการเมืองมาโดยตลอด...

     กระทั่งการแต่งตั้ง  โยกย้าย  ข้าราชการตำรวจระดับสูงในครั้งนี้...ก็ด้วยข้าราชการประจำที่เล่นการเมือง กันแบบไม่บันยะบันยัง  รวมไปถึงนักการเมืองที่อุ้มชู  หนุนหลังข้าราชการในแต่ละรายนั่นเอง  ที่ไม่เพียงจะก่อให้เกิดความสับสน  วุ่นวาย  ภายในองค์กรตัวเอง  ลุกลามไปถึงสถานะของรัฐบาลทั้งรัฐบาลเท่านั้น  ยังก่อให้เกิดข่าวอัปมงคลลุกลามไปถึงสิ่งที่ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับผล ประโยชน์ส่วนบุคคลเอาเลยแม้แต่น้อย  ยิ่งแต่ละรายพยายามรักษาอำนาจและผลประโยชน์  ด้วยการสร้างเครือข่ายของตัวเองขึ้นมาเป็นการเฉพาะ  ดึงเอาสื่อมวลชน  ประเภท  ร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา  หรือสื่อมวลชนที่ชอบคบหาสมาคมกับผู้มีอำนาจ  โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย  มาช่วยขยายข่าวลือ  ข่าวลวง  อย่างเป็นระบบ  การแต่งตั้งนายตำรวจรายเดียวเท่านั้น  กลับส่งผลสะเทือนให้กับประเทศทั้งประเทศกันไปแล้วก็ว่าได้...

     อันที่จริงแล้ว...ถ้าหากข้าราชการประจำรายใดก็แล้วแต่  ยึดมั่นในตัวบทกฎหมายอย่างจริงๆ  จังๆ  ให้ความสำคัญกับกฎ  ระเบียบ  ประเพณี  ภายในองค์กรสถาบันของตัวเอง  อย่างหนักแน่น  มั่นคง  แล้วล่ะก็...โอกาสที่  การเมือง  จะแทรกซึมเข้าไปเล่นงาน  รังแกข้าราชการประจำ  มันคงไม่ถึงกับหนักหนาสาหัสอย่างเท่าที่เห็นๆ  กันอยู่ในทุกวันนี้  แต่ก็อย่างว่า...ในเมื่อข้าราชการเองนั่นแหละ  กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง  ยุติธรรม  ที่มีอยู่ในตัวบทกฎหมาย  ไม่ว่าตั้งแต่เจตนารมณ์  ไปถึงรายละเอียดในแต่ละวรรค  แต่ละมาตรา  แต่กลับพยายามนำเอาช่องโหว่  ช่องว่างของสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองกันเป็นหลัก ...สุดท้าย  ไม่เพียงแต่ผลแห่งการกระทำเช่นนี้จะย้อนกลับมาสู่ตัวเอง  องค์กร  และสถาบันตัวเองแล้ว  ยังกลายเป็นตัวบั่นทอนความสงบสุข  ความสันติในหมู่ราษฎร  ตลอดไปจนถึงความมั่นคงของชาติบ้านเมืองอย่างเห็นได้ชัดเจน...

 

 

โดยท่านขุนน้อยแห่งไทยโพสต์

Posted:Wednesday, July 22, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Human Interest

Ok, it's time to dcide which one is good and which one is bad. for me, Wordpress sucks! Big time! I am woking on my wife's Wordpress self-hosted site and I can tell that it is a nightmare! Call me ignorant if you want, but there are things that you would not want to deal with alt Let's say you want to change a footer, esepcially with the theme you're using. It is soooo hard to dig in and try to change some little things in there! For me, Wordpress and its themes are nightmare!

 

For Social Engine, it is so easy to change things around. I personally love it. That's why I am using it! There is a downside, though. When you want to upgrade your Social Engine, you will loose the customization you've made with the current version. That sucks, too! But hey, you can't get everything.

Posted:Sunday, May 10, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

ด้วยความเข้าใจเพียงผิวเผินต่อหน้าที่ของกองทัพในยุคนี้  น่าจะพอสรุปได้ว่า  มีอยู่สองลักษณะ  คือ  การใช้กำลังทหารตามภารกิจหน้าที่หลัก  ในการปกป้องรักษาอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดน  และหน้าที่อีกประการ  คือ  กองทัพต้องมีภารกิจที่นอกเหนือจากการรบ  ซึ่งเป็นภารกิจที่เป็นไปตามภัยคุกคามรูปแบบใหม่  ทั้งการใช้กำลังทหารในการบรรเทาสาธารณภัย  การแก้ไขปัญหายาเสพติด  แรงงานต่างด้าว  และอีกมากมาย  ซึ่งในโลกยุคใหม่จะให้ความสำคัญ  และเทน้ำหนักในกับปัญหาภัยคุกคามด้านนี้เป็นอย่างมาก

     แต่แน่นอนว่ากำลังพลของทุกเหล่าทัพ  ไล่ตั้งแต่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม  กองบัญชาการทหารสูงสุด  กองทัพบก  กองทัพเรือ  กองทัพอากาศ  จำนวนเกือบสามแสนนายมีกำลังพลชั้นผู้น้อยที่ขาดรายได้  และไม่สามารถใช้รายได้ที่น้อยในการเจือจุนครอบครัว  ในขณะเดียวกัน  วัฒนธรรมบริโภคนิยมยังไหลเทเข้ามาในกองทัพ  ทหารซึ่งก็เป็นพลเมืองในประเทศ  ก็ได้รับผลกระทบต่อวัฒนธรรมดังกล่าว  การดิ้นรนให้ได้เงินจำนวนมากเพื่อสนองตอบต่อการบริโภคในยุคทุนนิยมจึงต้อง ใช้ต้นทุนสูง

     การหาหัวหน้าทีม  ในการจัดหางานพิเศษให้จึงมีมากเพิ่มขึ้น  และสยายปีกไปครอบคลุมเกือบธุรกิจในทุกวงการ  ซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาล  ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจสีเทาที่ท้าทายต่อกฎหมายบ้านเมือง   หรือไม่ก็หมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดกฎหมาย  หากแต่อยู่ได้ด้วยปริมาณความต้องการ  และปริมาณการเสนอขายที่สอดคล้องกัน  ที่สำคัญคือมีเหล่าบรรดาผู้มีอิทธิพลและคนมีสี  ให้ความคุ้มครองดูแล  ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ดำเนินกิจการอยู่ได้อย่างสบาย  แลกกับค่าเช่าทางเศรษฐกิจที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น

     ในความเป็นทหารนั้น  ก็เหมือนกับมีอิทธิพลอยู่ในตัว  เพียงแต่อิทธิพลอันเกิดจากการถืออาวุธในฐานะทำหน้าที่กลไกรัฐนั้นเป็นการ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย  แต่การถืออาวุธนอกกฎหมายโดยอาศัยความเป็นทหารก็ไม่ต่างจากการใช้อิทธิพล เถื่อน  ในการบังคับ  ขมขู่  เลยไปถึงการเอาชีวิตของผู้อื่น  ซึ่งก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย  ในการยุติความขัดแย้ง  เพียงแต่ว่าหลายครั้งหลายหน  ผู้กระทำความผิดเหล่านั้นไม่ได้ถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับประชาชนคนธรรมดา  เพียงเพราะว่ามีการช่วยเหลือ  อุปถัมภ์  จากคนที่สูงขึ้นไป  จนรอดเงื้อมมือกฎหมายหลายครั้ง

     จากเหตุการณ์ตลาดคลองเตย  ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างสีกากีเก่า  กับสีเขียวที่กำลังยิ่งใหญ่ในสายมาเฟีย  ก็ยังไม่ยุติลง  การลอบสังหารหลายกรณีที่เกิดขึ้นในอดีต  ก็ไม่เคยเอาผิดได้ถึงผู้บงการ  หรือแม้กระทั่งที่พัฒน์พงษ์  ที่ดูเหมือนจะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ในแสดงออกของฝ่ายรัฐ  ในการกระทำต่อผู้ค้าแล้วกระทบชิ่งไปถึงมาเฟียที่คุ้มครองอยู่  ซึ่งเป้าหมายนั้นไม่รู้ว่าจะแค่แจ้งให้ทราบถึงการมีอำนาจของรัฐบาลนี้  หรือต้องการล้างสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายมากขึ้น

     ในกรณีของนายสนธิ  ลิ้มทองกุล  ก็แน่นอนว่าเป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลที่ชี้ชัดว่า  เป็นทหารนั้น  ซึ่งการใช้อาวุธสงครามกราดยิงกลางเมือง  นั่นชัดเจนแล้วว่า  เป็นการปิดบัญชี   หรือยุติปัญหาความขัดแย้งด้วยการกระทำนอกกฎหมาย  ซึ่งเชื่อว่าถึงที่สุดมือปืนจะไม่เปิดปากไปถึงผู้บงการอีกแน่นอน  และการปฏิบัติการเช่นนี้ในทางการเมืองก็จะมีต่อไป  หากไม่ได้ผู้สั่งการมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง  เช่นเดียวกับข้อขัดแย้งใน แขนงอื่น  เช่น  ภาคธุรกิจ  หรือความขัดแย้งส่วนตัว  ก็อาจต้องพึ่งบริการกลุ่มมาเฟียมีสีเหล่านี้ต่อไป  เพราะง่ายต่อการยุติปัญหา

     นั่นแสดงให้เห็นว่า  บ้านเมืองของเรานั้น  การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล  คนมีเงินพร้อมที่จ่ายค่าเช่าทางเศรษฐกิจและการเมืองของตัวเองเพิ่มเติม  เพื่อให้เป็นฝ่ายที่ชนะ  หรือได้รับการคุ้มครองจากการกระทำผิดกฎหมาย  เจ้าหน้าที่บ้านเมือง  หรือแม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรมเอง  ก็สามารถลงโทษได้น้อยราย  เพราะเกรงว่าจะถูกคุกคามด้วยเช่นกัน  บ้านเมืองเราที่มีสีเทาฉาบทาไปทั่ว  โดยมีมาเฟียทหารอยู่คู่กับสังคมไทยไปอีกนาน  หากกฎหมายยังไม่ทำให้คนนอกกฎหมายเกรงกลัว

Posted:Monday, April 20, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

บุคคลในตำแหน่ง  ผบ.ตร.นั้น  ว่าไปแล้ว  บทจะเหนียวก็เหนียวก็หนับอย่าง  "พล.ต.อ.พัชรวาท  วงษ์สุวรรณ"  ใครจะแซะ  จะโห่ไล่ขนาดไหน  ตูดตอกตะปูติดเก้าอี้

 ส่วนบทจะเปื่อยก็เปื่อยยุ่ยอย่าง  "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เตมียาเวส"  จู่ๆ  ก็ถูกเด้งตกเก้าอี้  ด้วยฝีมือตำรวจด้วยกันไปสมประโยชน์กับนักการเมืองแล้วยัดฟืน-ยัดไฟเป็นคดี ชนิด  "เอาให้ตาย"  อยู่ถึงขณะนี้   ผมนึกถึงตำรวจขึ้นมาเพราะเห็นข่าว  ผบ.ตร.เด้งผู้บัญชาการตำรวจภูธร  ภาค  ๒  และผู้บังคับการตำรวจชลบุรี  ฐานหย่อนสมรรถภาพ  ปล่อยให้โจรเสื้อแดงบุกรอยัลคลิฟ  พังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน  เมื่อ  ๑๑  เมษายน  ๒๕๕๒  ที่พัทยา
     "หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง"  ท่านเคยเขียนไว้ในหนังสือเชิงสะท้อนชีวิตของท่านไว้ด้วยบทสรุปคำหนึ่งว่า  "ดูหนัง  ดูละคร  แล้วย้อนดูตัวเอง"  ผมมองสิ่งสะท้อนจากศักดิ์ศรีความเป็นนายของเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ผ่าน ตำแหน่ง  ผบ.ตร.ของท่าน  พล.ต.อ.พัชรวาทแล้ว...เวทนาท่านครับ
     แต่ผมต้องขอบใจท่าน  เพราะท่านทำให้ผมได้เข้าใจความจริงในอีกแง่มุมหนึ่งว่า  ผู้มีอำนาจ  แต่ใช้อำนาจประหนึ่งทรยศหน้าที่นั้น  มันเจ็บปวด
     แต่ประชาชนผู้จ่ายภาษี...เจ็บปวดกว่า!
     ท่านเซ็นคำสั่งย้าย  พล.ต.ท.อัศวิน  ณรงค์พันธ์  ผบช.ภ.๒  ซึ่งเป็นเพื่อนท่าน  และย้าย  พล.ต.ต.บัณฑิต  คุณจักร์  ผบก.ภ.จว.ชลบุรี  พ้นพื้นที่ไปนั้น  ก็ชอบด้วยเหตุผลตามกรอบหน้าที่แล้ว  ผู้ใต้บังคับบัญชา  เมื่อภาระในหน้าที่บกพร่อง  สร้างความเสียหายยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติ  แค่ย้ายต้องถือว่าได้รับความเมตตาจากนายด้วยซ้ำ
     นั่น..ระดับลูกน้อง  แต่ท่านพัชรวาทอยู่ในฐานะเจ้านาย  ลูกน้องรับผิดชอบตามมอบหมายคือพื้นที่ชลบุรี  แต่ตัวท่าน  ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายควบคุม-ดูแลพื้นที่ประเทศไทย  ผมรู้ว่าท่านรู้สึกละอายใจอยู่  เพราะนับแต่มาเป็น  ผบ.ตร.ต่อจาก  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  ท่านไม่อาจสบตาประชาชนได้เลย  เพราะไม่มีผลงานอะไรที่จะทำให้ประชาชนภูมิใจในตัวท่าน
     ตรงกันข้าม  ผลงานท่าน  ทำให้ประชาชนเกลียดตำรวจ  และเมื่อเห็นตำรวจ  แทนที่จะอุ่นใจ  กับตื่นตระหนกตกคล้ายเห็นโจร!
     ท่านยังจำได้ใช่ไหม   ที่หน้ารัฐสภาตอนเช้า   และบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าตอนค่ำ  "๗  ตุลา.๕๑  วันตำรวจฆ่าประชาชน"  มันเป็นความเจ็บช้ำ-จำฝังใจคู่กับนามของท่านในฐานะ  "ผู้นำตำรวจ"  ไปตลอดกาล
     ๑๑-๑๒-๑๓  เมษายน  ๒๕๕๒  โจรแฝงประชาชนเสื้อแดงบริสุทธิ์  พังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน  ปิดประตูกรุงเทพฯ  ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  ท่ามกลางเสียงตะโกนของแท็กซี่เสื้อแดงที่บอกกันต่อๆ  ว่า  พี่ย้อยไฟเขียวบ้าง  ซึ่งไม่รู้หมายถึงใคร  และบ้างก็ตะโกนว่า  ตำรวจพวกเราบ้าง  ตลอดถึงการยึดรถเมล์เผากรุง  ฆ่าชาวบ้าน  เอารถแก๊สมาใช้หวังระเบิดทลายเมือง
     มันเกิดในยุคที่ท่านเป็น  "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ"  แล้วตำรวจไปเข้าแถวรับเสื้อแดงมาสวมทับเครื่องแบบ  ประชาชนในชาติ  "ด่าเช็ด"  นอกจากตำรวจไม่ทำอะไรแล้ว  ยังชัดเจนว่า  "ตำรวจเป็นใจ"  ให้โจรกบฏเผาเมือง!
     ผมเข้าใจท่านครับ  และถ้าผมเป็นท่าน  อาจหนีความอัปยศด้วยการชักกระบี่สีเงินเชือดคอตัวเองเป็นการลุแก่โทษที่มี อำนาจแล้วมิอาจใช้อำนาจพิทักษ์ชาติบ้านเมืองได้เลย  แต่ในระหว่างศึก  จะทิ้งหน้าที่ไปตายสบาย  ด้วยจิตสูงส่งท่านทำอย่างนั้นไม่ได้ใช่ไหมครับ?
     ผมคาดเดาถึงความทระนงในเกียรติศักดิ์ของท่านตรงนี้ได้อยู่!
     แต่ขณะนี้ท่านคงขยะแขยงตัวเองเต็มที่แล้วใช่ไหมครับ  เพราะจรดปากกาเซ็นคำสั่งย้ายลูกน้องด้วยความผิดฐาน  "ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง"  ครั้งใด  ก็เหมือนปลายปากกานั้นเป็นหอกหันกลับมาแทงใจตัวเอง
     ลูกน้องบกพร่อง-เราย้าย.....
     แล้วตัวใหญ่-คือตัวเราบกพร่องล่ะ!?
     นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ  รองนายกฯ  ฝ่ายความมั่นคงเขาประกาศวานนี้แล้วว่า  "ไม่ย้ายผบ.ตร"  ทุกคนฟังแล้วก็ยักไหล่-เข้าใจทั้งนั้นแหละ  คือเข้าใจถึงเยื่อใยในความเป็นวงศ์วานว่านเครือของบางบิ๊กผู้มีคุณูปการให้ ก่อเกิดคณะรัฐบาลนี้  และด้วยคุณูปการนั้น  มันย่อมเป็นอานิสงส์ส่งเสริมไปถึงท่าน  ผบ.ตร.ด้วยชนิดสิ้นสงสัย
     เอาหละ..อย่าว่าแต่นายสุเทพการันตีตำแหน่งท่านเลย  ถ้าผมเป็นนายกฯ  อภิสิทธิ์  ใครมาเสนอให้ย้าย  ผมก็จะขัดใจเขา  เพราะในหลักที่ว่า  "ภายใต้ธงรบแม่ทัพเข้มแข็ง  ย่อมไม่มีทหารเลว"  ที่ผ่านมา  พล.ต.อ.พัชรวาทเป็น  ผบ.ตร.อยู่ใต้ธงรบแม่ทัพสมัครบ้าง  แม่ทัพสมชายบ้าง
     ก็หมดสงสัย  ทำไมขีดความสามารถของ  พล.ต.อ.พัชรวาท  ยุคนั้น  จึงอยู่ในระดับทหารเลว?
     เมื่อถึงวันนี้  ภายใต้แม่ทัพอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  "ทหารเลว"  ยังติดนิสัยเดิม  แต่เมื่อเข้าสนามรบ  แม่ทัพอภิสิทธิ์เปล่งประกายความเข้มแข็งให้ปรากฏ  ไม่เพียงสยบอริให้ระย่อ  ประกายอำนาจผู้นำยามกรำศึกยังสยบใจบรรดาขุนศึกและไพร่พลภายใต้ธงรบตัวเองได้ ด้วย  อาจจะพูดได้ว่า
     อำนาจผู้นำใหม่  "ยืนค้ำใจ"  ผู้ใต้อำนาจได้แล้ว!
     ผมเข้าใจ  หลังจากปราบกบฏแดงทักษิณได้เมื่อวันที่  ๑๔  เม.ย.  ข้าราชการ-ตำรวจ-ทหาร  มีจิตสำนึกต่อหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมือง  พลิกฟื้นตื่นขึ้นมาหลายส่วน  โดยเฉพาะตำรวจนครบาล  จะเห็นว่า  ท่าทีการทำหน้าที่  "ปรับสี"  ฉับพลัน  จะเรียกว่าปรับเป็นรายวันก็ย่อมไม่ผิด!
     ในการทัพ  แม่ทัพ-นายกองคนใดทำงานไม่พบความสำเร็จ  ก็ใช่ว่าแม่ทัพใหญ่จะโยกย้าย-ไล่ออก  หรือตัดหัวตะพึดตะพือ  ด้วยวิสัยทัศน์แยกแยะของคนเป็นแม่ทัพใหญ่  มักจะมอบหมายภารกิจให้ไปทำเป็นงานแก้ตัว
     นายกฯ   อภิสิทธิ์ให้   พล.ต.อ.พัชรวาททำงานแก้ตัวครับ  นี่ในมุมมองของผม  การที่  ผบ.ตร.เอาตำรวจดีที่เอาไปยัดกรุไว้ออกมาใช้   อย่าง  พล.ต.อ.ธานี  สมบูรณ์ทรัพย์  รอง  ผบ.ตร.ให้มาควบคุมการคลี่คลายคดีหมายสังหารคุณสนธิ  ลิ้มทองกุล  ก็ดี  การขมีขมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ  ออกหมายจับ-ตั้งรางวัลล่าหัวผู้ก่อจลาจลก็ดี  กระทั่งการไปซักซ้อมทีมนายตำรวจมาแถลงกับชาวบ้านเมื่อคืนนี้ทางโทรทัศน์
     ล้วนเป็น  "ท่าทีใหม่"  ของ  พล.ต.อ.พัชรวาท  กระตือรือร้น  ทำงานเอางาน-เอาชาวบ้าน-เอาความเป็นธรรม  แทนการ  "เอาทักษิณ"  จนออกนอกหน้า  อันไม่เคยปรากฏเช่นนี้มาก่อน  นับแต่เป็น  ผบ.ตร.
     เห็นมั้ย..ใต้ธงรบแม่ทัพที่เข้มแข็ง  พล.ต.อ.พัชรวาทก็คือขุนศึกที่คึกคักน่าครั่นคร้ามคนหนึ่ง!
     เอาหละ...เมื่อเป็นอย่างนี้  สังคมก็จะไม่ทวงถามสปิริตในแง่ว่า  "ทำไม..ไม่แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเอง"  ดังเช่นที่นักบริหารญี่ปุ่น-เกาหลีใต้เขากระทำให้ปรากฏอยู่เป็นประจำในทุก ครั้งที่ทำงานพลั้งพลาด?
     แต่..ในเมื่อนายกฯ  อภิสิทธิ์ให้รางวัล  "คือ-โอกาส"  ท่านเช่นนี้  แล้วท่านไม่คิดจะให้อะไรเป็นรางวัลกับสังคมในนาม  "จาก   ผบ.ถึงประชาชน"  บ้างหรือ?
     ท่านพัชรวาทครับ......
     ท่านเซ็นอนุมัติ  "ถอดยศ"  พ.ต.ท.ทักษิณเป็นรางวัลให้ประชาชนได้ชื่นใจหน่อยซิครับ     ตั้งแต่เป็น  ผบ.ตร.มา  ท่านมีแต่เสื้อแดง  วันนี้  ท่านจงแปลงเสื้อแดงเป็น  "โบแดง"  ติดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้สังคมเห็นหน่อย  ได้ไหมครับ?
     ความผิดของทักษิณ-กบฏเมืองเข้าองค์ประกอบที่ต้อง  "ถอดยศ"  พระราชทานมานานแล้ว  และฝ่ายกำลังพลก็ตั้งแท่นให้ท่านเซ็นในฐานะ  ผบ.ตร.มาตั้งนานแล้ว  ขณะนี้ทักษิณก็ถือว่าไปเป็นพลเมืองนิการากัวแล้ว
     ภายใน  ๗  วันนี้  ท่านควรต้องเซ็น  "ถอดยศทักษิณ"  ถ้ายังไม่ยอมทำอะไร  ท่านก็น่าจะฮาราคีรีตัวเองจากตำแหน่ง  เปิดโอกาสให้นายตำรวจท่านอื่น  ผู้เคร่งครัดในหน้าที่ผู้พิทักษ์ได้ขึ้นมาปกปักสถาบันด้วยงาน  "ตำรวจเพื่อปวงประชา"  แทนท่านเถอะ!
     เมื่อคืนนี้  ตอนจบรายการ  ท่านให้คำสัตย์สาบานในการทำหน้าที่ไว้กับประชาชนอย่างไร  หวังว่า-พูดเองต้องจำได้  เมื่อจำได้  ก็ต้องทำให้ได้  และเมื่อทำได้  จะปล่อยให้แดงใหญ่เหนือโล่เขนทั้งในต่างจังหวัดและในกรุงอย่างที่ผ่านมา  คราวนี้แหละ...ท่านพัชรวาทจะรู้ว่า
     "อำนาจประชาชน"  มีจริง!!!
     สำหรับรัฐบาลนั้น  อย่ามุ่งแต่งานการเมืองว่าด้วยเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ  หรือการนิรโทษกรรมผู้มีความผิดทางการเมืองจนลืมว่า  ภาคเศรษฐกิจอยู่ในภาวะประเทศใกล้ล้มละลาย  ประชาชนอกไหม้ไส้ขมทั้งแผ่นดิน เมื่อผ่าน  ๒๐  เม.ษา.ถ้าการภายใน-ตรวจตราพบว่าอยู่ในจุด  "คลายใจ"  และพร้อมรับมือได้   ก็น่าจะยกเลิก  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
     เพราะมันมีผลต่อ   "ต้นทุนประเทศ"  ทุกด้าน  ทั้งการท่องเที่ยว  การค้า  การลงทุน  ตลอดถึงการที่จะไปกู้ยืมเงินตราในต่างประเทศ  ดอกเบี้ยก็จะแพงกว่าคนอื่นเขา  แถมค่าประกันความเสี่ยงเขาก็จะโขกเอาหนักขึ้นไปอีก
     ผมประเมินแล้ว    ทั้งรัฐธรรมนูญที่จะแก้   และทั้งการนิรโทษกรรม   ที่นายกฯ   ตั้งกำหนดไว้ใน  ๒  เดือนนั้น  การจะยังไม่สำเร็จตามนั้น  เพราะ  ๒  เดือนก็จะตกราวๆ  เดือนมิถุนา  ผมมีความเห็นว่า  นับจากวันนี้ไปจนถึงกลางมิถุนา.ปัญหา  "ด้านความมั่นคง"  มากกว่าน่าจะเป็นเรื่องเน้นเฉพาะหน้าที่ต้องรับมือ
     ได้ยินเลขาฯ  อาเซียน  "คุณสุรินทร์  พิศสุวรรณ"  บอกว่า  ราวๆ  ปลายพฤษภาคม  หรือสัปดาห์ที่   ๒  ของเดือนมิถุนา.ไปแล้ว  อาจจะจัดประชุม  "สุดยอดผู้นำอาเซียน"  แก้ตัวใหม่  คนไทยทุกคนก็อยากให้เป็นอย่างนั้น  แต่ผมลองจับยามสามตา  เดือนพฤษภา.ไม่น่าจะจัดได้  ถ้าจะให้สบายหายห่วง  สัปดาห์ที่  ๒  ของเดือนมิถุนา.ไปแล้วอย่างที่ท่านเลขาฯ  ประมาณไว้  น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด  เพราะปลายพฤษภา.ถึงต้นมิถุนา.น่าจะมีเหตุให้...ระทึกใจกันอีกรอบ

บทความโดย: คุณเปลวสีเงินแห่งไทยโพสต์

Posted:Friday, April 17, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

alt

เลือดสดฉาดฉานแดงสาดโชกเสื้อเชิ้ตสีขาวของ  "สนธิ  ลิ้มทองกุล"  จากห่ากระสุนสงคราม  ทั้งเอ็ม  ๑๖  เอ็ม  ๗๙  ที่กราดใส่เมื่อเช้ามืดวานนี้  (๑๗  เม.ย.๕๒)  ที่หน้าวัดเอี่ยมวรนุช  ย่านบางขุนพรหม  นั่น....เลือดสื่อ-หนังสือพิมพ์  ครับ  คุณสนธิเจ็บครั้งนี้  จะมีใครเจ็บด้วยหรือไม่ผมไม่ทราบ  แต่ผม-ในฐานะสื่อ-หนังสือพิมพ์ด้วยกัน  บอกได้คำเดียวว่า  "เจ็บ"  แต่เจ็บนี้ไม่ตายหรอกเพื่อนเอ๋ย  ฉะนั้น  ในหัวเลี้ยว-หัวต่อที่บ้านเมืองกำลังเดินสู่  "เส้นทางเปลี่ยน"  เลือดที่แดงฉาดฉาน  นั่นคือสิ่งที่ฟ้า-ดินส่งสัญญาณเตือนผ่านคุณสนธิถึง  สื่อ-หนังสือพิมพ์ทั้งหลายให้  "ใช้เลือด"  แทนหมึก  ผนึกหน้าที่  "ผลิตข่าวสารคุณธรรม"  นำทางสังคมชาติกันเถิด
     ทุกคนเห็นสภาพรถที่พรุนแหลกทั้งคันจากหัวยันท้าย  ต่างลงความเห็นตรงกันว่า  "ไม่รอด"  แต่คุณสนธิก็รอด  แถมเดิมยิ้มร่าออกมาจากซากรถ  ทั้งที่ร่างอาบเลือด  และกระสุนเจาะกะโหลกเข้าไปฝังในอยู่ในเนื้อสมอง
     ไม่จำเป็นต้องบอกว่าปาฏิหาริย์  หรือเป็นมนุษย์  ๑  ใน  ๑,๐๐๐,๐๐๐  ที่รอดได้ในสภาพเช่นนี้  และผมก็ไม่คิดแม้กระทั่งจะแอบคิดว่านั่นมาจาก  "ปาฏิหาริย์"  ที่ไร้คำอธิบาย  ในขณะที่เพื่อนนักข่าวบนกอง  บก.และใครๆ  ก็ออกปากกันอย่างนั้น  บางคนถึงขนาดสรุปลงไปด้วยความมั่นใจว่า
     "แบบนี้  คุณสนธิต้องมีพระดีแน่ๆ"!
     จะปาฏิหาริย์  หรือพระดี  ก็ช่างเถอะ  แต่ที่แน่ๆ  ในความเป็นมนุษย์คนหนึ่งอันมีทั้ง  ชั่ว-ดี-ถี่-ห่าง  เป็นส่วนผสมอยู่ในร่าง  ผมยอมรับว่าการทำหน้าที่สื่อของคุณสนธิในรอบ  ๔-๕  ปีนี้  ทำด้วยจิตวิญญาณอุทิศ  พร้อมสละทุกสิ่ง-ทุกอย่าง  ด้วยหวังอย่างเดียวให้อยู่รอด
     คือ  สถาบันพระมหากษัตริย์  สถาบันชาติบ้านเมือง!
     คนภักดีชาติ-ซื่อสัตย์สถาบัน  จะตายได้อย่างไร  ผีบ้าน-ผีเมืองไม่ยอมปล่อยให้หลีกไปสบายคนเดียวอยู่นอกภพ-นอกชาติในชั่วโมง นี้-ยามนี้หรอก
     คุณสนธินั้น  ล้านรัก-หมื่นชัง  เมื่อชั่งน้ำหนักแห่งเนื้อ-น้ำแล้ว  สังคมชาติบ้านเมืองต้องมีคนอย่างนี้  ผมยังคิดอยู่ในใจเสมอว่า  ในความสุขสบายของพี่น้องร่วมชาติบ้านเมืองอันจะมีในอนาคตข้างหน้ายาวนาน นั้น  เมื่อถึงวันตรุษ-สารทจะต้องมีคนรู้คุณออกมาเซ่นไหว้  เอ่ยนามคารวะนรชน  "สนธิ  ลิ้มทองกุล"
     คนหนังสือพิมพ์  "พลี"  เพื่อพิทักษ์ชาติ!
     หลักฐานทุกอย่าง  เห็นกันอยู่  แล้วต้องโวยวาย  พูดจาให้บรรดา  "อสัตย์แผ่นดิน"  ผู้ยิ่งยศมันแอบยิ้มหัวทำไม  "เป็นฝีมือพวกไหน"  บอกได้ชัดตามคติโบราณที่ว่า  "ร้อยปากว่า  ไม่เท่าหนึ่งหลักฐานที่ทิ้งไว้"
     บ้านเมืองอยู่ในภาวะฉุกเฉิน  ทหารควบคุม-ตรวจตรา  แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มคนขน  "อาวุธสงคราม"  ชนิดร้ายแรง  กราดยิงหวังฆ่าคนกลางเมืองหลวง  แถมกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ตามจุดต่างๆ  บริเวณนั้นมีอันขัดข้อง-ใช้ไม่ได้ในเวลาเดียวกันทั้งหมด
     แถม  "พลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา"  ผบ.ทบ.เอ่ยวาจาให้ชาวบ้านได้ยินเสียงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่  ๘  เมษายน  ๒๕๕๒  ที่ทัพแดงทักษิณบุกยึดกรุงแล้วเผาบ้าน-เผาเมืองว่า  "เรื่องเอาอาวุธสงครามมาถล่มหวังฆ่าสนธิเป็นคดีอาชญากรรมธรรมดา  ย่อมเกิดได้ไม่ว่าจะเป็นภาวะฉุกเฉิน  หรือไม่ฉุกเฉิน"
     ผมอยากจะบอกกับคุณสนธิ  มิตรสหาย  และพันธมิตรฯ  ทั้งหลายว่า  สิ่งที่จำเป็นต้องใช้มากที่สุดในเวลานี้  "สติตรองก่อนพูด-ก่อนทำ"  ทุกอย่าง  อย่าวู่วาม  อย่าใจร้อน  อย่าใช้อารมณ์ตอบสนองสิ่งที่เกิดแบบฉับพลันผลันผลุน  นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว  ยังจะเสียการ  เสียประโยชน์  และเหตุที่เกิดวานนี้
     อย่าโทษใครเปะปะไปเด็ดขาด  สิ่งที่รู้อยู่กับใจ  อย่าเอามาใช้เป็นคำพูด!
     พี่น้องเสื้อแดงนั้น  ต่อให้โกรธ-เกลียดเข้ากระดูกดำกันขนาดไหน  พี่น้องไทยใต้ฝ่าพระบาท   "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"  พระองค์เดียวกัน  ผมเชื่อสนิทใจ  โกรธกันขนาดไหน  ก็ไม่ถึงขั้นต้องลากอาวุธสงครามมาไล่ฆ่ากันอย่างนี้แน่นอน
     ถ้าอย่างนั้นแล้วใครล่ะที่ทำ?
     ก็ใครล่ะที่จะได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์ปั่นหัว  "เสื้อเหลือง-เสื้อแดง"  ให้โกรธกันถึงขั้นอยู่ร่วมโลกเดียวกันไม่ได้  แล้วทำสงคราม  "ประชาชน-ประชาชน"  ฆ่ากัน  แล้วมันจะสอดกลางหยิบชิ้นปลามัน  ในเมื่อทั้งเหลือง-ทั้งแดง  "ตายหมด"  หรือไม่ก็อ่อนล้า-ราบคาบ
     แล้วใครล่ะ  อยู่ในฐานะ  "ซ้าย-ขวา"  กินเรียบ!?
     คนเอ่ยสัตย์ปฏิญาณว่าภักดี-มีเยอะ   แต่กับเงิน  และอำนาจที่จัดสรรลงตัวในวันข้างหน้า  คนยุคนี้-สมัยนี้-เวลานี้  จะให้น้ำหนักในการภักดีกับอะไรมากกว่า
     "หน้ากาก"  มันค่อยๆ  เผยอให้เห็นสีหน้าและแววตากันแล้วมิใช่หรือ?
     ผมเข้าใจ-ด้วยเป็นห่วงสุดขีด  คือบ้านเมืองขณะนี้  ด้วย  "ความนิ่ง"  ของบางอำนาจทางการบริหาร  เป็นตัวช่วยเร่ง  ด้วยหลอกให้พี่น้องประชาชนร่วมชาติสวมกระบังตา  แดงกับเหลือง  ดาหน้าเข้าเข่นฆ่าประหัต-ประหารกัน  ซึ่งในข้อเท็จจริง  ระดับพี่น้องประชาชนด้วยกัน  ไม่มีอะไรต้องแบ่งแยก-เกลียดชังกันถึงขั้นนั้น
     แต่นี่..เมื่อสร้างความรู้สึกให้เกิดว่า  "แดงพ่าย"  เป็นแค้นที่แดงต้องชำระขึ้นแล้ว.......
     ในขณะที่แดงแค้นอาฆาต  "มือที่มองเห็น"  ก็กราดยิงหมายสังหารคุณสนธิ  เพื่อปั่นสีเหลืองให้แค้นอาฆาตสีแดงด้วยเข้าใจว่า  อาก้า-เอ็ม  ๑๖  เอ็ม  ๗๙  ที่กราดยิงนั้น  มันพวกสีแดง!
     ฉะนั้น  ตรงนี้  ผมอยากให้พ่อ-แม่พี่น้องในความเป็นประชาชนด้วยกัน  ทั้งสีเหลือง  และสีแดงใจเย็นๆ  มีสติกันให้มากเข้าไว้  และค่อยๆ  ลำดับความก็จะเข้าใจว่า  เราทั้งหลายเวลานี้   กำลังมี  "มือที่มองเห็น"  มอมหน้า-ปั่นหัวหวังให้ฆ่ากัน  เพื่อพวกมันจะได้ฉกฉวยเป็น "ตาอยู่"  อ้างกู้สถานการณ์-ปกบ้าน  ป้องเมือง
     แล้วสถาปนาอำนาจ  "ผูกขาด"  ในชาติบ้านเมืองเสียเอง!?
     ทักษิณไม่เกี่ยวในงานหมายสังหารสนธิ  แต่เกมบ้าน-เกมเมืองของทักษิณครั้งนี้  เหมือนการเล่นเผ  มวลชนเสื้อเป็นแค่ไพ่ที่หงายลอยหน้า  ๔  ใบ  แต่  "ไต๋"  ใบสำคัญที่คว่ำไว้  ก่อนหน้านี้เพียงเห็นหลังไวๆ  ยังปักใจชัดไม่ได้ว่ามันใครกันแน่
     แต่ดูลีลาเรียกไพ่  และการใส่เงินของทักษิณจาก  ๘-๑๔  เม.ย.  ไต๋ทักษิณคือตัวอะไร  ถึงมั่นใจใส่เงินไม่ยั้งอย่างนั้น  ระดับขั้นหมื่นล้านด้วยซ้ำ  ท่านทั้งหลายดูโทรทัศน์รายการ  "รวมการเฉพาะกิจ"  ที่นายกฯ  อภิสิทธิ์ออกมาพูดจากับประชาชนแต่ละครั้ง  "จิตวิญญูชน"  ย่อมบอกกับ  "จิตใต้สำนึก"  ของแต่ละท่านที่รักชาติ-บ้านเมืองได้มิใช่หรือ
     "แววตาคือต่างหน้าต่างใจ"  ครั้นมองสำรวจไป  ก็คล้ายมีหนามปักคา?
     พี่น้องร่วมชาติทุกคนไม่วิกฤติ  แต่บ้านเมืองขณะนี้วิกฤติ  และวิกฤตินี้จะคลี่คลายได้  โดยพี่น้องเสื้อเหลือง-เสื้อแดง  ต้องเข้าใจว่าพวกเราทั้ง  ๒  ฝ่าย  กำลังตกเป็นเครื่องมือของคนบางคนจ้องฉกฉวยโอกาสหลอกล่อให้  "เหลือง-แดง"  ฆ่ากันตายไปทั้งสองฝ่าย  ผมเห็นท้ายสงกรานต์  พี่น้องออกมาเล่นสาดน้ำกันสนุกสนาน  ไม่มีเหลือง  ไม่มีแดง  มีแต่รักสมัครสมานสามัคคีดีต่อกัน  ก็อยากให้วันอย่างนี้มีกับพี่น้องไทยเหมือนเดิม
     ขณะนี้  สีเหลืองก็เหมือนพ่าย  เพราะคุณสนธิ  "เกือบตาย"  และฝ่ายแดงก็เหมือนพ่าย  ชาวบ้านอย่างเราไม่ได้อะไร  ต้องกระจัดกระจายกลับบ้านใคร-บ้านมัน
     ก็ด้วยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน  พวกเรา-ในระดับพี่น้องประชาชนด้วยกัน  ทำอย่างไรจะให้ทั้งสองสี-สองฝ่ายหันมาพูดจาทำความเข้าใจกัน  สมัครสมานให้บรรยากาศเล่นสาดน้ำสงกรานต์กลับคืนมา  "โชกสุขสนุกสนาน"  โดยไม่มีสี!?
     จากที่คุณสนธิเจ็บถึงตายได้ครั้งนี้  โดยพื้นฐานใจพี่น้องพันธมิตรฯ  ย่อมเดือดกว่าน้ำร้อนบนเตาไฟ  แต่การเอาไฟไปดับไฟ  หรือเอาน้ำร้อนไปเติมน้ำร้อน  ไฟก็ไม่ดับ  น้ำก็ไม่เย็น  ด้วยวุฒิภาวะแห่งเจตนาเพื่อบ้านเมือง  หาทางลอกสีเหลือง-สีแดง  แล้วนำความเป็นพี่น้องไทยเนื้อแท้ไปต่อสาย-ต่อขั้ว  รวมเป็นกอไผ่-ไทยด้วยกันจะดีไหม
     ที่ผมพูดเช่นนี้  เพราะจากที่สดับตรับฟังมาหลายๆ  ด้าน  ถ้าไม่หาทางให้ทุกคนมีสติยับยั้งชั่งใจ  วันนี้-พรุ่งนี้  อาจมีสถานการณ์อุบาทว์เมืองเกิดขึ้นได้  เพราะใจแยกฝ่าย-แยกแค้น!?
     นายกฯ  อภิสิทธิ์ก็เช่นกัน  ณ  วันนี้  ตัวท่าน-อำนาจท่าน  ผมสังเกตว่าเหมือนท่านนั่งอยู่บนกองหนาม  รอบข้างท่าน  ๑๐  คน  ๑๐๐  คน  มีถึง  ๒  ถึง  ๑๐  คนไหมที่ท่านมั่นใจว่าเนื้อแท้ในใจจะไม่เป็นบรูตุส?
     ข้าวเหนียวหน้าเนื้อน่ะ  กินอร่อย  แต่คนหน้าเนื้อ  ต้องระวัง...เพราะมันใจเสือจะกินท่าน  เหตุที่เกิดกับคุณสนธิ  ไม่มีอะไรรับประกันว่ามันจะเกิดกับท่าน  ครอบครัวท่านไม่ได้  ที่พัทยา   ที่มหาดไทยนั่นคือตัวอย่างสอนใจ  อย่าลืมว่าอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศอยู่ที่ท่าน  ผมเชื่อแล้วว่าท่านใจแข็ง-ใจถึง  แต่ท่านอย่าตายใจกับใครง่ายๆ
     ด้วยอำนาจของท่านอันมีผลต่อสถานการณ์บ้านเมือง  ต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะรวมหัวฆ่าท่าน!
     ไม่ต้องดูอื่นไกล  นำเหตุการณ์ที่เกิดในกระทรวงมหาดไทยมาทบทวน-ไล่เรียงดู  เรื่องราวเป็นยังไงทำให้ต้องไปแถลงข่าวที่มหาดไทย  มีใครไปบ้าง  การไปมีใครรู้บ้าง  ตอนเกิดเหตุมีใครถูกเสื้อแดงทุบ  มีใครไม่ถูกทุบ  และหน่วยรักษาความปลอดภัยเป็นหน่วยไหน  ใครจัดมาให้ท่าน  ต่างๆ  นานามันเป็นปริศนาที่ต้องหาคำตอบทั้งนั้นว่า
     เรื่องบัดสี-หยาบช้านี้เกิดขึ้นกับ  "ผู้นำประเทศ"  ได้อย่างไร?
     ทั้งที่มหาดไทยกับที่พัทยา  ไล่เรียงดูก็ได้ว่า  มันมาจาก  "คนหน้าเดิม"  ใช่หรือไม่?
     ผมบอกได้ว่า  เวลานี้มีคนต้องการฆ่าสนธิ  พอๆ  กับมีคนใช้แผนแยบยลเพื่อแซะก้นท่านให้พ้นเก้าอี้  "นิพนธ์  พร้อมพันธ์"  นั้น  นับว่าเป็น  ๑  ใน  ๑๐๐  ที่ท่านไว้ใจได้ในยามนี้  ท่านใช้วิสัยทัศน์และความเก่งบนความเป็น  "เด็กนอก"  เพื่อการบริหารงานเถอะ  แต่การบริหารอำนาจนั้น  ต้องใช้วิสัยทัศน์และบรรจุแผ่นดิสก์สมองโปรแกรมไทยลงไป  ไม่อย่างนั้นจาก  ๒๐  เม.ย.ถึงกลางมิถุนายนเป็นอย่างช้า  ท่านจะ  "พลาดท่า-เสียทาง"

 

บทความโดย: คุณเปลวสีเงินแห่งไทยโพสต์

Posted:Tuesday, April 14, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thai politics

ยิ่งกว่าสงครามสามก๊ก ยิ่งกว่ามหาสงครามแห่งเมืองทรอย หรือมหาสงครามใดๆ ที่เมืองไทยเคยรู้จักมา พลพรรคเสื้อแดงระดับหัวโจกหัวเจี้ยวทำการฮึกเหิมจนรับไม่ได้ อย่าง สามเกลอหัวดอที่อวดอ้างว่าจะสู้ถึงที่สุด ในที่สุดก็วิ่งหางจุกตูด มอบตัวบ้าง หลบหนีบ้าง ไอ้จังไรเอ้ย มึงนึกหรือว่าจะเอาเมืองไทยเป็นของตัวเองได้ง่ายๆ ไอ้ทักษิณอีกคนนึง ระวังตัวไว้ให้ดี มึงไม่ตายดีแน่

 

alt

Posted:Tuesday, April 14, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

สถานการณ์ความเลวร้ายถึงขั้นเป็นสงครามกลางเมือง  เมื่อวันสงกรานต์  13  เมษายน  2552  สามารถคลี่คลายลงอย่างละมุนละม่อมในที่สุด  เมื่อบ่ายวันที่  14  เมษายนที่ผ่านมา  นับว่าทำให้คนไทยทั้งชาติที่เฝ้าติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ  ด้วยความกังวลใจ  และไม่สบายใจ  ต่างถอนหายใจรู้สึกโล่งอกไม่น้อยไปกว่ารัฐบาล  โดยการนำของนาย อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  แม้ยังมีกระแสข่าวที่ระบุในทำนองว่า  สงครามครั้งนี้ยังไม่จบ  และให้ระมัดระวัง  "อาฟเตอร์ช็อก"  ที่กำลังก่อตัวเตรียมเอาคืนก็ตาม

     หลังการสลายกลุ่มเสื้อแดง  ภายใต้การนำของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ  (นปช.)  ซึ่งมี  "ทักษิณ  ชินวัตร"  เป็นผู้บงการใหญ่  หลายฝ่ายเริ่มออกมาแสดงความคิดเห็นถึงแนวทางการป้องกันมิให้เกิดประวัติ ศาสตร์ซ้ำรอย  พร้อมกับข้อเสนอแนะที่มองข้ามความสำคัญไม่ได้  นั่นคือ  การดำเนินคดีตามกฎหมายกับบรรดาต้นเหตุ  และผู้เกี่ยวข้องจุดไฟสงครามระหว่าง ประชาชนบนท้องถนนกลางกรุงเทพมหานคร  เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน   ตลอดจนส่วนราชการนั้น  เห็นอย่างชัดแจ้งว่า  เป็นความจงใจ   ต้องการปลุกเร้าความรุนแรง  หวังผลทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ
     รายชื่อที่เจ้าพนักงานประกาศจับจำนวน  13  คน  ตั้งแต่นักโทษหนีคุก  2  ปี  ในคดีทุจริต  แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ  หรือ  นปช.  ไปจนถึงอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย  พรรคพลังประชาชน  รวมทั้งพรรคเพื่อไทย  กล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการสมเหตุสมผลตามประมวลกฎหมายอาญาหมวด  2  ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร  ระบุ  มาตรา  113-114  ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย  หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย  (1)  ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ  (2)  ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ  อำนาจบริหาร  หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ  หรือ  (3)  แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจการปกครองในส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักร  ผู้นั้นกระทำความฐานเป็นกบฏ  ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ  ตระเตรียมการ  หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ  หรือกระทำความผิดใดๆ  อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อเป็นกบฏ   หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฏ  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่  3-15   ปี
     แต่ข้อหาฐานความผิดเป็นภัยต่อความมั่นคง  เป็นกบฏของแผ่นดิน  ตามประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว  น่าจะยังไม่ครอบคลุมกับพฤติกรรมที่ทักษิณ  ชินวัตร  และพวกสมคบกันก่อการณ์ขึ้นตั้งแต่วันที่  26  มีนาคมที่ผ่านมา  จนถึงเทศกาลสงกรานต์  หากพิจารณาจากสถานการณ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  รวมทั้งมูลค่าความเสียหายต่อประเทศชาติประชาชน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลุกเร้า  ยุยงให้เกิดความรุนแรง  จนกระทั่งคนเสื้อแดงฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปถึง  2  คน  ไม่ว่าด้วยเจตนา  ลุแก่โทสะ  หรือเป็นอุบัติเหตุก็ตาม  ผู้บงการใหญ่ก็ต้องรับผิดชอบ
     นอกจากนั้น  หากรวมไปถึงเหตุการณ์  "เจตนาสังหารหมู่"  ชาวแฟลตดินแดงโดยไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า  ด้วยการนำรถแก๊สจอดทิ้งขวางถนนใกล้ชุมชน  และยังเปิดวาล์วปล่อยแก๊สออกมา  ท่ามกลางคำวอนขอของชาวบ้าน  ต้องนับว่าข้อหา  "อาชญากร"  หรือ  "ผู้ก่อการร้าย"  ก็มีฐานความผิดต่างกรรม  ต่างวาระที่ประมวลกฎหมายอาญาในมาตราอื่นๆ  สามารถดำเนินการตามกระบวนการกับผู้บงการใหญ่  "ทักษิณ  ชินวัตร"  อย่างไม่ต้องสงสัย
     ในฐานะของผู้นำก่อการชั่วร้าย  ทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง  โดยไม่อิหนังขังขอบต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้ว  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ไม่อาจปัดความรับผิดชอบใดๆ  ต่อความสูญเสีย  และชีวิตของผู้บริสุทธิ์  ตลอดถึงผู้บาดเจ็บอีกนับร้อยราย  ทั้งเสื้อแดงและเสื้อสีอื่นๆ  ทั้งหลาย  เพราะคำพูดทั้งโฟนอิน  วิดีโอลิงค์เป็นหลักฐาน  พยานได้อย่างดีว่า  คนอ้างประชาธิปไตยหน้าเหลี่ยมปลุกปั่น  ยุยงให้คนสวมเสื้อแดงลุกขึ้นต่อสู้อำนาจรัฐทุกวิถีทาง  ฉะนั้น  ข้อหา  "กบฏ"  ต้องห้อยด้วย  "ฆาตกร"  จึงจะถูกต้องยุติธรรม

Posted:Sunday, April 12, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]

ทหารคือใคร มีหน้าที่อะไร
     คำว่า   "ทหาร"   มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีว่า  "ทหร"  แปลว่า  เด็ก  เด็กหนุ่ม   "ทห"  เฉยๆ  แปลว่า  ไฟ  ความร้อน  ถ้าตามพจนานุกรมไทยปัจจุบันแปลว่า   "ผู้มีหน้าที่ในเรื่องรบ  หรือนักรบ"
     ความซื่อสัตย์ต่อชาติและราชบัลลังก์และความเข้มแข็งของกองทัพเป็นเครื่องประกันความมั่นคงแห่งชาติ
     ดังนั้นความเคร่งครัดในระเบียบวินัยจึงสำคัญยิ่งต่อการส่งครามที่จะมีผลถึง การแพ้ชนะได้  อาญาสิทธิ์จึงจำเป็นในการสงครามและอาญาศึก  และต้องวางไว้เด็ดขาดถึงขั้นประหารชีวิตในความผิดสำคัญ
     ความจงรักภักดีสูงสุดต่อสถาบันหลักคือชาติประมุขของชาติ  ประชาชน
     และความสามัคคีของกองทัพ  จึงเป็นคุณลักษณะที่สำคัญยิ่งของทหาร  ดังคำขวัญประจำโรงเรียน  จ.ป.ร.  "ความสามัคคีภายในกองทัพจะทำให้มีพลังสูงสุด"
     หน้าที่ของทหารที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี  2550  มาตรา  77  ว่าด้วยแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐระบุว่า  "รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์  เอกราช  อธิปไตย  และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ  และต้องจัดให้มีกำลังทหาร  อาวุธยุทโธปกรณ์   และเทคโนโลยีที่ทันสมัย  จำเป็น  และเพียงพอ  เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช  อธิปไตย  ความมั่นคงของรัฐ  สถาบันพระมหากษัตริย์  ผลประโยชน์แห่งชาติ  และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเพื่อการ พัฒนาประเทศ"

ทหารมีจำนวนเท่าไหร่
     กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยราชการหลักที่มีหน้าที่โดยตรงในการปฏิบัติตามรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยความมั่นคงของชาติ   ข้อมูลต่างๆ  ของทหารถือเป็นเรื่องลับ  แม้แต่การของบประมาณประจำปีก็สามารถให้รายละเอียดได้ไม่กี่สิบหน้า  ขณะที่กระทรวงทบวงกรมอื่นต้องมีรายละเอียดเป็นร้อยๆ  หรือพันหน้า
     ข้อมูลข่าวกรองซีไอเอและสถาบันศึกษาทางทหารต่างประเทศระบุว่า  กองทัพไทยมีจำนวน
รวม กันทั้งสิ้น  315,000  คน  กำลังพลสำรอง  200,000  คน  นับเป็นอันดับที่  16  ของโลก  โดยมีกำลังพลมากกว่าอังกฤษ  ฝรั่งเศส  และเยอรมัน  แต่เป็นรองพม่า  (อันดับ  10  กำลังพล  490,000  คน  เวียดนาม  (อันดับ  11  กำลังพล  485,000  คน)
     ไม่ทราบจำนวนนายทหารระดับชั้นนายพลทั้งกองทัพว่ามีอยู่เป็นจำนวนเท่าใด   แต่น่าจะไม่ต่ำกว่า  1,500  คน  ขณะที่กองทัพเขมรมีนายพลถึง  613  คน  เฉลี่ยทหารทั้งกองทัพ  179  คน  จะมีนายพล  1  คน  (2507)

ค่าใช้จ่ายทางทหาร
     ในช่วง   10  ปีที่ผ่านมา  กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณปกติรวมกัน  (รวม  10  ปี)  ประมาณเกือบ  240,000  ล้านบาท  มากกว่าเมื่อ  10  ปีที่แล้ว  (พ.ศ.2531-41)  ถึงกว่า  2  เท่า  ขณะที่งบประมาณแผ่นดินทั้งหมดในช่วงเดียวกัน  (รวม  10  ปี)  เพิ่มเพียง  1  เท่าเท่านั้น
     ปี  2552  ได้รับงบประมาณเท่ากับ  169,092  ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ  19  เมื่อเทียบกับปี  2551  ขณะที่งบประมาณทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเพียง  10.5  เปอร์เซ็นต์
     กองทัพบกได้รับงบประมาณมากที่สุดมาโดยตลอด   มากกว่ากองทัพเรือและกองทัพอากาศเกือบ  3  เท่า  โดยในปี  2552  กองทัพบกได้รับการจัดสรรงบประมาณ  83,569  ล้านบาท  กองทัพเรือ  32,804  ล้านบาท  กองทัพอากาศ  31,665  ล้านบาท
     นอกจากงบประมาณด้านความมั่นคงที่จัดสรรให้สำหรับกองทัพโดยตรงแล้ว  ยังมีงบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน  (กอ.รมน.)  อีก  8,222  ล้านบาท  และงบทางด้านความมั่นคงที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ  เช่น  งบกลาง  งบกระทรวงมหาดไทย  เป็นต้น

อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ
     อาวุธยุทโธปกรณ์หลักของกองทัพจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน  (ข้อมูลปี  2003)  มีดังนี้
     กองทัพบก   รถถังเกือบ  800  คัน  ปืนใหญ่กว่า  500  กระบอก  ปืนต่อสู้อากาศยาน  จรวดนำวิถีแซม  เครื่องบินตรวจการไร้ผู้ขับขี่
     กองทัพเรือ   (ข้อมูลปี  2003)  มีเรือบรรทุกเครื่องบิน  1  ลำ  คือ  เรือหลวงจักรีนฤเบศร  เรือพิฆาต  (ฟรีเกต)  10  ลำ  เรือยิงขีปนาวุธ  6  ลำ  เรือตรวจการณ์  26  ลำ  เรือวางทุ่นระเบิด  7  ลำ
     กองทัพอากาศ   (ข้อมูลปี  2003)  มีเครื่องบินรบ  เอฟ  16  เอ  เอฟ  5  เอ/บี  เอฟ  5  อี   และเครื่องบินรบแบบอื่นอีกรวมกัน  115  ลำ   เครื่องบินลำเลียง  34   ลำ  เครื่องบินเฉพาะกิจประเภทต่างๆ  อีก  115  ลำ
     นอกจากงบจัดซื้อแล้วยังต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ   ตามมา  เช่น  การซ่อมบำรุง  การฝึกอบรม  วัสดุสิ้นเปลือง  เป็นต้น
     ในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้ด้วยความจำกัดทางงบประมาณจึงต้องทำต่อ เนื่องหลายปี   (หลายรัฐบาล)  เพราะมีราคาสูงมาก  (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่านายหน้าสูงถึง  30-40  เปอร์เซ็นต์)   จากข้อมูลซีไอเอค่าใช้จ่ายทางการทหารของไทย   (งบประมาณรวม)  ช่วง  10   ปีที่ผ่านมา  อยู่ระหว่างร้อยละ  1.5-2.7  ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ  (จีดีพี)  และถ้ารวมประมาณงบทหารในช่วง  10  ปีที่ผ่านมา  ประเทศไทยมีการใช้จ่ายงบประมาณทางทหารไปแล้วไม่น้อยกว่า  240,000  ล้านบาท

ทหารมีความเป็นอยู่อย่างไร
     ทหารถือว่าเป็นข้าราชการประเภทหนึ่งตามกฎหมาย   ดังนั้นรายได้หลักจึงเป็นเงินเดือนค่าจ้างที่มาจากงบประมาณ  ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน  อย่างไรก็ตาม  ในข้อเท็จจริงหลังยุคสงครามเวียดนามกล่าวได้ว่าภารกิจสงครามลดน้อยลงมากหรือ ไม่มีแล้ว   แต่งบประมาณทหารยังคงเพิ่มขึ้นทุกปี  ดังนั้นการบริหารจัดการงบประมาณของทหารย่อมทำให้สถานภาพความเป็นอยู่ของทหาร ปัจจุบันดีกว่าหน่วยอื่นๆ  แน่นอน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายทหารสัญญาบัตรระดับผู้บังคับการขึ้นไป  ผลประโยชน์ของผู้ที่เป็นทหารจำแนกได้ดังนี้

1.ผลประโยชน์ตามกฎหมาย
     1.1  เงินเดือน/เงินประจำตำแหน่ง/เงินพิเศษอื่นๆ  ที่กองทัพจัดสรรให้ตามระเบียบภายใน/ค่าวิชา/ค่าปีก/ค่าน้ำมันรถ/  ฯลฯ  และสวัสดิการต่างๆ  ตามระเบียบทางราชการ/เงินบำเหน็จบำนาญ/เบี้ยหวัด  พ.ส.ร. การนับอายุราชการผู้ที่เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อย  จะเริ่มนับอายุราชการตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมหาร  เท่ากับได้เปรียบหน่วยราชการอื่น  6  ปี  (เตรียมทหาร  2  ปี  และโรงเรียนนายร้อยอีก  4  ปี)  และในการปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง  เช่น  การสู้รบ  เสี่ยงภัย  จะได้รับการทวีคูณ  (2  เท่า)  อายุราชการสำหรับช่วงเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว  ดังนั้นทหารโดยเฉพาะที่ผ่านเงื่อนไขต่างๆ  ดังกล่าวจะได้รับบำนาญ/เบี้ยหวัดรายเดือนสูงมาก   โดยเฉพาะเมื่อสมัยก่อนเกือบเท่าเงินเดือนสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ  มาภายหลังมีข้อกำหนดให้ไม่เกิน  70  เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนเฉลี่ย
     1.2  ยศ/ตำแหน่ง/เครื่องราชอิสริยาภรณ์
     1.3  อื่นๆ  เช่น  วันหยุดเล่นกีฬา  (วันพุธ)  การหยุดทำงาน  1  ปีก่อนเกษียณอายุ  และจัดให้ไปเที่ยวต่างประเทศเป็นบำเหน็จผ่านโครงการศึกษาดูงาน  การเพิ่มชั้นยศให้กรณีลาออกก่อนเกษียณ  (เออร์ลีรีไทร์)  เช่น  พลตรีได้เลื่อนเป็นพลโท  เป็นต้น

2.ผลประโยชน์นอกกฎหมาย
     ผลประโยชน์ในส่วนนี้ได้รับเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมเท่านั้น
     2.1  เงินส่วนแบ่งค่านายหน้าจากการจัดซื้ออาวุธ  ยุทธภัณฑ์  การก่อสร้าง  ที่พ่อค้าอาวุธจัดให้  (ผู้บังคับบัญชาสูงสุดลงมาถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง)
     2.2  เงินใต้โต๊ะ/สินบน  ที่นักธุรกิจเสนอให้เพื่อได้งานประมูลต่างๆ  (ผู้บังคับบัญชาและผู้ที่เกี่ยวข้อง)
     2.3  เงินจากพรรคการเมือง/นักการเมือง  ด้วยการรับใช้นักการเมือง  (ผู้ที่เกี่ยวข้อง)
     2.4  เงินสกปรกต่างๆ/ส่วย  จากธุรกิจผิดกฎหมาย  เช่น  การค้าอาวุธเถื่อน  สินค้าเถื่อน  ค่าคุ้มครองบ่อน  วินมอเตอร์ไซค์  การรับจ้างทวงหนี้  ซุ้มมือปืน  เป็นต้น  (ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับ)
     รายได้จากการจัดซื้ออาวุธและอุปกรณ์วัสดุสงครามต่างๆ   ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้บังคับบัญชา  สายงานที่เกี่ยวข้อง  จะมีส่วนน้อยที่กระจายลงมาสู่ทหารชั้นผู้น้อยหรือกำลังพลส่วนใหญ่  บางส่วนให้กับนักการเมือง  ค่านายหน้าในธุรกิจการค้าอาวุธสูงมาก  30-50  เปอร์เซ็นต์
     อนึ่ง  เหตุที่พื้นฐานภารกิจทหารนั้นต้องลับ  จึงทำให้งบประมาณทหารนั้นยืดหยุ่นได้ในตัวกองทัพเองมากกว่าหน่วยงานอื่น  เวลายื่นของบประมาณเอกสารประกอบจึงมีไม่กี่หน้า  การตรวจสอบทำได้ยาก

อุปกรณ์สื่อสารที่ต้องคืนให้แก่งานด้านพลเรือน
     อุปกรณ์ต่างๆ  ที่ไม่ใช่อาวุธที่กองทัพครอบครองอยู่  และปัจจุบันยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารที่เคยมีอยู่เดิมเป็นอย่างไรก็ ยังคงมีอยู่และเพิ่มมากขึ้น   ที่ยุบไปก็มี   เช่น  รัฐวิสาหกิจในความควบคุมของทหาร   เช่น  องค์การแบตเตอรี่  เครื่องมือสื่อสารที่ถือว่าเป็นทุนหลักในธุรกิจสื่อมวลชนที่สำคัญแขนงหนึ่ง ในปัจจุบันคือ
     ขณะที่บ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง   สื่อของทหารเหล่านี้ต่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อสถานการณ์ต่างพากันทำมาหากิน กันอย่างปกติ  คือการเสนอรายการบันเทิงน้ำเน่า   ปิดหูปิดตาประชาชนไม่ให้รับรู้ข้อเท็จจริง   แม้แต่การเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่สถาบันกษัตริย์ทำคุณต่อแผ่นดิน  รากเหง้าอของความขัดแย้ง  การคอรัปชั่น  คดีความที่แต่ละฝ่ายกล่าวหาฟ้องร้องซึ่งกันและการ  ความรุนแรงต่างๆ  ที่เกิดขึ้น  และบางครั้งกลายเป็นเครื่องมือแพร่ข่าวเท็จกลบข่าวจริง
     วิทยุโทรทัศน์   ได้แก่   สถานีโทรทัศน์  สถานีวิทยุ  โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ช่อง  5  และช่อง  7  ที่กองทัพบกเป็นเจ้าของคลื่นความถี่
     สถานีวิทยุ   ส่วนสถานีวิทยุในสังกัดกระทรวงกลาโหมทั้งในกรุงเทพฯ  และภูมิภาค  ทั้งภาคเอเอ็ม   (AM)  และเอฟเอ็ม  (FM)  มีจำนวนรวมกันทั้งสิ้น  201  สถานี  (จากยอดรวมทั่วประเทศ  524  สถานี)  โดยสังกัดกองทัพบก  127  สถานี  กองทัพเรือ  21  สถานี   กองทัพอากาศ  36  สถานี  กองบัญชาการทหารสูงสุด  14  สถานี  และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม  3  สถานี  ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการมีเพียง  3  สถานี  และทบวงมหาวิทยาลัยมีเพียง  12  สถานี
     การที่กองทัพได้รับการจัดสรรทรัพยากรของชาติรวมกันเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่ง ของที่มีอยู่ทั้งหมดนั้น   มาจากยุคอดีตที่ทหารมีอำนาจต่อรองสูง   ถึงแม้ว่าอาจมีความจำเป็นต้องให้การสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารตามสถานการณ์ เมื่อ  10  กว่าปีก่อน  แต่ก็ไม่ควรจะมากมายถึงเพียงนี้   ขณะที่ด้านการศึกษาจัดสรรให้เพียงไม่ถึงร้อยละ  10  ที่ให้ทหาร  และกระทรวงเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและชาวไร่ชาวนากลับมีเพียง  4  สถานี
     คลื่นความถี่  (ตามรัฐธรรมนูญเป็นทรัพยากรของชาติ)  ทั้งโทรทัศน์และวิทยุ  เป็นทรัพย์สินที่สามารถก่อผลประโยชน์มหาศาลแก่ธุรกิจสื่อโทรทัศน์และวิทยุ   ในปัจจุบันสร้างมูลค่ารวมกันได้นับแสนล้านบาทต่อปี   แต่ทหารกลับนำไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนตัวมากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวมคือของ ชาติ   โดยนำไปให้เอกชนเช่าจัดทำเวลาห  รือมีการกว้านซื้อเวลาเกือบทุกสถานีไปในลักษณะผูกขาดสัมปทานทำธุรกิจระยะ ยาว  สามารถสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการสูงมาก  เนื่องจากมีการแข่งขันสูง   อัตราค่าเช่าเวลาสูงมาก  (ช่อง  3  และช่อง  7  สัญญาเช่าสัมปทานยาวกว่า  30  ปี  ส่วนช่อง  5  ดำเนินการเอง)
     คลื่นความถี่และสถานีโทรทัศน์ที่ให้เอกชนเช่าสัมปทานไปนั้น   โครงสร้างหรือผังรายการส่วนใหญ่มีแต่ละครน้ำเน่า  ไร้สาระ  เวลาโฆษณาถี่จนต่อเรื่องราวที่กำลังชมหรือฟังต่อไม่ติดและน่ารำคาญ   ขณะเดียวกัน  สถานีโทรทัศน์ช่อง  11  ของกรมประชาสัมพันธ์   ที่ปัจจุบันเป็น  NBT  ก็นำเสนอเฉพาะข่าวของรัฐบาลและข้อเท็จอย่างไม่แคร์ต่อสายตาสังคม
     พฤติกรรมเช่นนี้เป็นการกระทำที่บิดเบือนเจตนารมณ์แห่งรัฐ   และเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องเสียงบประมาณในการสร้างสถานีโทรทัศน์สาธารณะใหม่ ขึ้นมาปีละกว่า  2,000  ล้านบาท  เพื่อเผยแพร่ข่าว  สารคดี  และการศึกษา  บันเทิงที่เหมาะสม
     ผลกระทบจากการใช้นโยบาย   "ฟรีทีวี"  ของรัฐ  นอกจากจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ที่พึงได้ไปอย่างมหาศาล   แล้วยังทำให้สังคมไทยเกิดปัญหาทางสังคมมากดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน  คือมอมเมาเยาวชนให้เกิดทัศนะต่อชีวิตและสังคมที่ขาดจริยธรรมและศีลธรรม   ตกเป็นทาสนิยมวัตถุธรรมชาติของความเป็นสัตว์มนุษย์ลดลง  จนลืมความเป็นไทยและสถาบันทางสังคมที่ดีงามมีประวัติอารยธรรมยาวนาน
     ยูเนสโกรายงานว่า   ประเทศไทยมีอัตราผู้รู้หนังสือ  (อ่านออกเขียนได้)  กว่าร้อยละ  90  นับว่าสูงเกือบเท่าอเมริกา  และมีมหาวิทยาลัยมากมาย   ขณะเดียวกันมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในภาคราชการและเอกชนถึงกว่า  500,000  คน  และสำเร็จปริญญาเอกอีกกว่าหมื่นคน
     ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการศึกษาของประเทศไทยนั้นอยู่ในระดับที่สูง มาก   แต่ในข้อเท็จจริงทางสังคมคนไทยเป็นผู้ที่   มีความรู้  แต่ไม่มีความคิด   โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักชาติและความเป็นไทย   ขาดหลักปรัชญาและจิตวิญญาณตะวันออก   ทั้งหมดนำไปสู่ความเสื่อมทางสังคมอย่างถึงรากเหง้า   ทำลายสันติสุขทางสังคม  ซึ่งฟรีทีวีเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่ง  นอกจากนั้นโทรทัศน์และวิทยุยังถูกใช้เป็น  "เครื่องมือหรือกระบอกเสียงทางการเมืองที่ชั่วร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริง"  ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด  ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองแก่นักการเมืองชั่ว

ผลงานของทหาร
     พิจารณาจากหน้าที่และบทบาทที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่กล่าวข้างต้น  ผลงานของทหารที่เป็นคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองคือ   "ความมั่นคง"   ความหมายของความมั่นคงคือ  ความปกติสุข  ปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ  ของ  "ชาติ  ซึ่งคือจิตวิญญาณที่หล่อหลอมเข้าด้วยกันระหว่างศาสนา  พระมหากษัตริย์และประชาชน"   ความมั่นคงดังกล่าวย่อมส่งผลคือ  ทำให้เกิดผลดีต่อสังคม/เศรษฐกิจ  และความเป็นอยู่ของประชาชนโดยทั่วไป
     กว่า   20   ปีแล้วที่ทหารไม่มีภารกิจสงคราม   ยังไม่พบได้ชัดเจนว่าทหารมีกิจกรรมใดๆ   ที่เสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมเลย   ไม่ว่าจะมีความขัดแย้งหรือกรณีไม่ชอบธรรมใดๆ  ภายในประเทศ  ทหารไม่เคยมีบทบาทเข้ามาแสดงความเห็นหรือปฏิบัติการใดๆ  แม้แต่น้อย  ขณะที่ไม่ว่างบประมาณประจำปี   โผการโยกย้าย   ผลประโยชน์จากวิสาหกิจ  เช่น  สื่อโทรทัศน์  วิทยุ  ทหารจะไม่ยอมให้มีการปรับลด   แต่ง   แก้
     ตรงกันข้าม  ในสถานการณ์บ้านเมืองที่ถูกระบอบการเมืองที่ชั่วร้าย   นักการเมืองทุจริตที่ตุลาการตัดสินแล้วแผ่อำนาจอิทธิพลมุ่งเข้าครอบงำประเทศ ชาติด้วยระบบรัฐตำรวจ  (Police  stare)  ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ  การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลตัวแทน  เช่น  ออกมติที่ไม่ชอบ   การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
     ปัจจุบันขณะที่  "บ้านเมืองและสถาบันตกอยู่ในวิกฤติอย่างยิ่งยวด"  ทหารกลับมีพฤติการณ์ดูเหมือนจงใจ/รู้เห็นเป็นใจ   ปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลง  เช่น   กรณี  3  จังหวัดภาคใต้  กรณีฆ่าตัดตอน  กรณีปล่อยให้เกิดการเข่นฆ่าระหว่างฝ่ายที่มีความคิดขัดแย้งกันในใจกลางเมือง พื้นที่ติดเขตพระราชฐาน  การปล่อยให้นายพลทหารบกจาก  จ.ป.ร. มากล่าวข่มขู่เอาชีวิตประชาชนโดยเปิดเผย   บัดซบที่สุดคือ  ปล่อยให้ตำรวจใช้อาวุธสงครามทำร้ายทุบตีเข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้อง ความชอบธรรมจากรัฐบาลโดยสันติ  และ   ร้ายแรงที่สุดถึงขั้นทำลายโครงสร้างทางสังคมไทย  คือการ  "ปล่อยให้มีขบวนการบ่อนทำลายราชบัลลังก์และสถาบันกษัตริย์  ถึงขั้นข่มขู่จาบจ้วงในที่สาธารณะ   ข่มขู่ทำร้ายประชาชนที่จงรักภักดี   ทำร้ายทำลายพระบรมฉายาลักษณ์   นำธงชาติและธงทรงพระเจริญมาให้ราษฎรโบกต้อนรับนายทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี  ที่ปัจจุบันเป็นนักโทษชายที่ต้องคำสั่งศาล  แต่หนีอาญาแผ่นดินอยู่นอกประเทศ"  ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องมาทุกรูปแบบทุกที่ทุกแห่งทุกเวลา  จนถึงขั้นกระทำอย่างเปิดเผยในรัฐสภาที่จะ   "ยกเลิกองคมนตรี"   ที่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์  เท่ากับตัดทีมที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ออกไป  แปลว่าต่อไปพระมหากษัตริย์ไม่ต้องทำงานอะไรที่เกี่ยวกับประชาชน
     ภาพตรงกันข้ามภาพที่เห็นในสังคมทุกวันนี้คือ  ความอยู่ดีกินดีของนายทหารระดับนายพล  การเล่นกีฬาวันพุธทั้งวัน   การรับรายได้   2   ทาง  คือ  จากภาษีอากรที่ประชาชนเป็นผู้เสีย   และจากความฉ้อฉลทางธุรกิจการเมืองและธุรกิจผิดกฎหมาย   การมีพฤติการณ์ผิดกฎหมาย เช่น  คุมวินมอเตอร์ไซค์  บ่อนการพนัน  การเรียกค่าคุ้มครอง  การซ่องสุมซุ้มมือปืน   การอยู่เบื้องหลังขบวนการมาเฟีย  การรับใช้นักธุรกิจการเมือง  การเล่นพรรคเล่นพวก  เช่น  รุ่นต่างๆ  เป็นต้น   ไม่มียุคใดสมัยใดที่สำนึกของทหารจะตกต่ำเลวร้าย   ขายจิตวิญญาณทหารแก่ระบบทุนสามานย์เพื่อผลประโยชน์ตน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง   การกล่าวเท็จว่าไม่ทราบ/ไม่ได้รับรายงานสถานการณ์รุนแรง   การกล่าวอ้างว่าไม่มีอำนาจหน้าที่/กฎหมายให้ทำ  การกล่าวอ้างต้องรอคำสั่งจากเบื้องบน  "ผู้นำทหาร  (โดยเฉพาะ  ผบ.ทบ.พล.อ.อนุพงษ์   เผ่าจินดา  ตท.10  รุ่นเดียวกับอดีตนายกฯ  ทักษิณ  ชินวัตร  ที่หนีคำพิพากษาจำคุกของศาลฎีกา)"  ต่างกล่าวอ้างถึงความ  "เป็นกลาง"  และ  "ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง"  และมีความเห็นว่า  "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง"   ซึ่งพฤติกรรมของทหารเท่าที่เฝ้าดูและเกิดขึ้นจริงในการตอบสนองต่อปรากฏการณ์ ทางการเมืองบ้านเราปัจจุบันแสดง  "ท่าที"  ให้ตีความหมายได้ต่อไปนี้
     ความเป็นกลางของทหารคือการ   "ปล่อยให้พระเจ้าอยู่หัวและสถาบันกษัตริย์"  ถูกจาบจ้วงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนโดยทรราช  และขบวนการอันธพาลรับจ้างสมุนทรราช
     ความเป็นกลางของทหารคือการ   "ปล่อยให้ประชาชน"  ถูกเข่นฆ่าทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า  โดยตำรวจและอันธพาลในคราบประชาธิปไตย
     ความเป็นกลางของทหารคือการ  "ปล่อยให้ทหารเขมรรุกล้ำอธิปไตย"  จนพื้นที่เขาพระวิหารเสี่ยงต่อการสูญเสีย
     ความเป็นกลางของทหารคือการ  "ปล่อยให้ทรัพยากรในเขตน่านน้ำไทย"  เสี่ยงต่อการตกเป็นของต่างชาติ
     ความเป็นกลางของทหารคือการ  "ปล่อยให้กระบวนการและสถาบันตุลาการ"  มีการละเมิดและกล่าวจาบจ้วงอย่างเปิดเผยโดยทรราช
     ความเป็นกลางของทหารคือการ   "ปล่อยให้รัฐบาลและรัฐสภาโกหกประชาชนทุกรูปแบบเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ"  เพื่อฟอกความผิดของพวกตนและเข้าครอบงำเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศไทย
     ความเป็นกลางของทหารคือ  "การโกหกทุกอย่าง"  เพื่อเอาตัวรอดจากความขัดแย้งทั้งมวลในชาติ
     แม้ว่าสถานการณ์แวดล้อมของความมั่นคงจะเกิดความสงบสันติแล้วก็ตาม   แต่   "จะไม่ยอมเมื่อมีการเสียประโยชน์ตน"  เช่น  การถูกตัดงบประมาณประจำปี  หรือการปรับแก้โผโยกย้ายนายทหารระดับสูง
     ขณะที่พวกคุณพากันหน้าด้านแต่งชุดเต็มยศ   เหรียญตราสายสะพายเต็มอก  ถือกระบี่เข้าเฝ้าเดินสวนสนามประกาศปฏิญาณแสดงความจงรักภักดีด้วยชีวิต
     ทุด!!..พวกคุณมันแค่ไอ้พวกสอพลอดุจสุนัขลืมคุณข้าวแดงแกงร้อนที่พระมหากษัตริย์และประชาชนเป็นผู้หยิบยื่นให้
     สมดังคำที่สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท  (พระอนุชาธิราชของรัชกาลที่  1)  ทรงตรัสไว้ในบทพระราชนิพนธ์  "เหตุเสียกรุงศรีอยุธยา"  ว่า   "แต่เลี้ยวลดปดเจ้าทุกเช้าค่ำ  จนเมืองคว่ำเป็นผุยยับยี่  ฉิบหายตายล้มไม่สมประดี  เมืองยับอัปรีย์จนทุกวัน"
     แถมยังขายตัวให้แก่ไอ้พวกขบวนการขายชาติขายแผ่นดิน   "ทหารยุคนี้เลวที่สุดในประเทศชาติไทย"  เท่าที่ประวัติศาสตร์ไทยมีการบันทึกมา
     ในเมื่อคนไทยมีฉันทานุมัติให้มีการบริหารจัดการระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ  และขณะที่กระบวนการทาง  "การเมือง"  เกิดความเลวทรามเป็นเผด็จการทรราช  "กำลังจะทำลายบ้านเมือง"  และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐที่เป็น   "รัฐทรราช"  ภายใต้ระบอบทุนสามานย์ขึ้นมาแทน   ให้เห็นได้และมีหลักฐานประจักษ์  มีการตัดสินโดยอำนาจตุลาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ดังนั้นการไม่ยุ่งการเมืองของทหารย่อมไม่ต่างอะไรกับ  "การปล่อยให้ชาติล่มจม"  และยอมตัวอยู่ใต้ระบอบของทรราชนั่นเอง
     เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองกลายเป็นปัญหาความมั่นคงของชาติ  คือมีความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและปรับบทบาทหรือยกเลิกสถาบัน กษัตริย์  ดังความขัดแย้งจะยุติไปก็ต่อเมื่อ   "มีการแพ้หรือชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง"  ถ้าฝ่ายทรราชชนะประเทศไทยต้องเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้ระบอบทรราช  และทหารก็จะต้องเป็นดังคำกล่าวของ  พล.อ อนุพงษ์  เผ่าจินดา  ผบ.ทบ.คนปัจจุบันที่ว่า  "ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาทหารต้องรับใช้"  ซึ่งเท่ากับว่าทหารคือคนเพียงร่างกาย  แต่ไม่มีหัวสมองไว้คิด  ดังนั้นมันน่าจะมีโทษเสียอีกคือ  ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณเปล่าๆ  แต่เป็นชีวิตที่คอยสูบเลือดสังคมเพื่อเลี้ยงตนตลอดเวลา  ที่ฝรั่งเรียกว่า   "กาฝากสังคม  (Social  parasite)"  แม้ทหารรูปปั้นในหลุมฝังศพจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ของจีนยังมีประโยชน์ มากกว่า  คือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นำรายได้จากค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยว เข้ารัฐบาล
     อะไรทำให้   "ท่าที"  ของทหารเป็นไปอย่างนั้น  คือ  "เย็นชา"  ต่อความเลวร้ายที่บ่อนทำลายชาติไทย  สังคมไทยที่ปรากฏขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   ท่านมีความรักเพื่อนร่วมรุ่นจนยอมแลกกับการ  "สิ้นชาติ"  หรือ   ผมไม่เชื่อ   แล้วอะไรเล่าที่มันทำให้ท่านต้องเป็นไปอย่างนั้น   มันต้องมีสิ่งหนึ่งแน่นอน  และมันไม่ใช่คาถาอาคมใดๆ  หรืออำนาจทางกฎหมายใดๆ   แต่มันคือ   "โมหะ"  คือ   ความหลงโลภในทรัพย์สินเงินทอง   ยศถาบรรดาศักดิ์ส่วนตนและครอบครัว   ความกลัวต่อการเอาคืนของอำนาจที่ชั่วร้าย
     ถึง  บรรทัดนี้  กล่าวได้ว่า  "ทหารไทยยุคนี้แหละคือตัวการที่ทำให้ไทยสิ้นชาติ"   การอ้าง   ความเป็นกลาง   ขณะที่พฤติกรรมทางการเมืองของพวกเสื้อแดงคือการ   "ละเมิดกษัตริย์ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐและเรียกร้อง ขับไล่องคมนตรี"  คือเป้าหมายของพวก  "โจรแผ่นดินทักษิณและพวก"  ใช่หรือไม่  ดังนั้น  "ความเป็นกลาง"  ของทหารคือการจงใจกบฏโดยไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา   77  คือ  "ไม่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องราชบัลลังก์"   ไม่มีประโยชน์ต่อสังคมไทย  เนรคุณต่อแผ่นดิน  ต่อนายคือประชาชนผู้เสียภาษี   ต่อพระมหากษัตริย์ผู้ให้การอุปถัมภ์ค้ำชู   สุนัขยังสำนึกในข้าวน้ำที่เจ้าของให้  และกัดอย่างถวายชีวิตเมื่อนายประสบภัย   ถ้าพฤติกรรมทหารเป็นเช่นนั้น  การเลี้ยงสุนัขจะมีประโยชน์   (อุปมาของเพลโต)  และดีกว่า  ดังนั้นคนไทยทั้งปวงพึงแสดงมติดังนี้
     "ยกเลิกโรงเรียนนายร้อยเสีย   ไม่สมควรที่จะใช้ชื่อโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าอีกต่อไป"  แล้วตั้งเป็นวิทยาลัยเอกชนทางทหารแทน  เพราะ  "หากำไรได้เต็มที่"
     "ไม่ต้องมีการสาบานตนของทหารอีกต่อไป...เพราะเป็นการลวงเจ้า"
     "ไม่ต้องมีการดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา...เพราะเป็นการลวงเทพเทวดา"
     "ไม่ต้องมีทหารราชองครักษ์...เพราะเป็นอันตรายสูงสุดต่อกษัตริย์"
     "ไม่ต้องมีเพลงปลุกใจทหาร...เพราะเป็นการลวงตนเอง"
     "ทหารเลิกประดับเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทาน...เพราะไม่มีศักดิ์ศรีและความดีที่เพียงพอ"
     "และปลดคำขวัญ  เพื่อชาติ  ศาสน์  กษัตริย์  และประชาชน  ออกเสียจากป้ายหน่วยทหารทุกหน่วย"
     และประกาศ   "ยกเลิกบริการทางทหาร"   ให้เป็นอาชีพที่เอกชนเป็นผู้ผลิตและราชการไปซื้อบริการเอาเมื่อต้องการ
     บทความนี้เขียนขึ้นด้วยจิตวิญญาณที่   "สำนึกในบุญคุณสุดประมาณแห่งมหากษัตริย์เจ้าผู้ทรงคุณต่อบ้านเมืองในอดีต   โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช   พระเจ้าตากสินมหาราช   ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์  โดยเฉพาะ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน"   หากปราศจากการนำซึ่งกล้าหาญพร้อมที่จะเสียสละพระชนม์ชีพเพื่อรักษาความเป็น ไทยไว้แล้ว  พร้อมทั้งเลือดเนื้อชีวิตของบรรพบุรุษในอดีตผู้รักชาติ  หวงแหนชาติ  และจงรักภักดียิ่งชีพแล้วไซร้  วันนี้ไม่มีประเทศไทยที่ภูมิใจในความเป็นเอกราช  ไม่เคยเป็นอาณานิคมมหาอำนาจใด  สืบสานและอุดมไปด้วยวัฒนธรรมอันงดงามหนึ่งเดียวในโลก
     ขออภัยต่อทหารที่ดีที่รักชาติ  ประชาชน  และจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์  และข้อเขียนนี้ไม่มีความรู้สึกไม่ดีต่อท่าน  เป้าหมายของบทความนี้คือ  "ทหารชั่ว"
     ก่อนจบขอยกพระราชนิพนธ์บางตอนของ   "กรมพระราชวังบวรฯ"  ที่พม่าเกรงกลัวที่สุด  และเรียกเรียกพระองค์ท่านว่า  "พระยาเสือ"  ตรัสไว้ใน  "เหตุเสียกรุงศรีอยุธยา"  ว่า
     "ไม่ควรอย่าให้อัครฐาน  จะเสียการแผ่นดินกรุงศรี...
     ...อันจะเป็นเสนาบดี  ควรที่จะพิทักษ์อุปถัมภ์
     ประกอบการหว่านปรายไว้หลายชั้น....
     ...ชาติไพร่หลงฟุ้งแต่ยศถา  ครั้นทัพเขากลับยกมา
     จะองอาจอาสาก็ไม่มี
     ...แต่เลี้ยวลดปดเจ้าทุกเช้าค่ำ  จนเมืองคว่ำเป็นผุยยับยี่
     ฉิบหายตายล้มไม่สมประดี เมืองยับอัปรีย์จนทุกวัน"

บทความพิเศษจาก: ดำรงศักดานุภาพ แห่งไทยโพสต์

Posted:Tuesday, April 7, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thai politics

ในช่วงระยะเวลา  8  ปีของความพยายามประคับประคองประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ  ของพลเอก  เปรม  ติณสูลานนท์  นั้น  ในด้านของกองทัพ...ยังมีความพยายามของนายทหารบางกลุ่ม  บางราย  ที่คิดจะหันไปใช้การปฏิวัติรัฐประหารเป็นทางออกของบ้านเมืองอยู่ในบางช่วง บางระยะ  เกิดการกบฏ  การลอบสังหาร  ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย  หลายต่อหลายครั้งด้วยกัน  แต่รัฐบาลก็ยังสามารถผ่านพ้นมาได้...
            --------------------------------------------
     ส่วนในด้านพรรคการเมือง...นับว่าเป็นครั้งแรกที่ระบบรัฐสภาฯ  สามารถยืนยาวต่อเนื่องมาได้นานถึง  8  ปีเต็มๆ  พรรคการเมืองบางพรรคที่เคยได้ชื่อว่าเป็น  ไม้เบื่อ-ไม้เมา  กับทหาร  และมักจะเป็น  ฝ่ายค้าน  มาโดยตลอด  อย่างพรรคประชาธิปัตย์  ได้มีโอกาสปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นฝ่ายรัฐบาล  ส่งผลให้นักการเมืองที่ยังหนุ่มยังแน่นหลายต่อหลายราย  ขึ้นมามีบทบาทสำคัญๆ  ในพรรค  และในคณะรัฐบาล  ไม่ว่าจะเป็น  วีระ  มุสิกพงศ์  ไตรรงค์  สุวรรณคีรี  บัญญัติ  บรรทัดฐาน  และ  ชวน  หลีกภัย  ฯลฯ  ในขณะที่พรรคการเมืองซึ่งถูกกันให้ไปเป็นฝ่ายค้านอย่างพรรคชาติไทย  ก็มีโอกาสสลับสับเปลี่ยนเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงระยะหลังๆ  และทำให้อดีตทหารม้าทายาทแห่งซอยราชครู  ผู้ซึ่งเคยถูกเนรเทศไปอยู่ต่างแดนมาเป็นเวลานานแสนนาน  เพราะผลพวงแห่งการปฏิวัติในยุคเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตย  อย่างพลตรี  ชาติชาย  ชุณหะวัณ  ได้หวนกลับมาเป็นรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดกับหัวหน้าคณะรัฐบาล  อย่างพลเอก  เปรม  ซึ่งเป็นอดีตนายทหารม้าด้วยกัน...
           ----------------------------------------------
     ภายใต้ความต่อเนื่องของระบบรัฐสภาฯ  และระบอบประชาธิปไตยที่แม้จะยังไม่ถือว่าสมบูรณ์แบบก็ตาม  ท้ายที่สุดพลเอก  เปรม  ก็ได้ตัดสินใจยุติบทบาทของการยืนอยู่  ณ  ตรงจุดกึ่งกลาง  ระหว่าง  กองทัพ  กับ  รัฐสภาฯ  ด้วยการประกาศว่า  ผม...พอแล้ว  หัวหน้าพรรคการเมืองเสียงข้างมาก  คือพรรคชาติไทย  ภายใต้การนำของพลตรี  ชาติชาย  จึงเริ่มจัดตั้งรัฐบาล  โดยมีตัวเองรับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบ  ก็จึงได้เริ่มต้นขับเคลื่อนกันอีกครั้ง  โดยที่พลเอก  เปรม  ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ  ไม่ว่าในแง่ของ 
รัฐบาล  หรือในแง่ของ  กองทัพ  เนื่องจากได้รับความไว้วางใจ  โปรดเกล้าให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น  องคมนตรี  มาตั้งแต่บัดนั้น
          ------------------------------------------------
     แต่เมื่อ  ประชาธิปไตย...อยู่ในกำมือของท่านแล้ว  จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่...ช่วงระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานมาถึง  8  ปี  ก็ดูจะไม่ได้ทำให้เนื้อหาของความเป็นประชาธิปไตยได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบ ที่น่าเคารพ  ศรัทธา  น่าเชื่อมั่นไว้วางใจ  กันซักเท่าไหร่นัก  ทั้งๆ  ที่ยุคสงครามเย็นก็กำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว  ความขัดแย้งแตกแยกภายในสังคมไทย  ระหว่าง  รัฐบาล  กับ  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  เริ่มจะซาๆ  ลงไป  วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในระดับหนักๆ  อย่างวิกฤตการณ์น้ำมัน  หรือการลดค่าเงินบาท  ได้ถูกคลี่คลายลงไปตามลำดับ  บรรยากาศของความคึกคักทางเศรษฐกิจปรากฏตัวเข้ามาแทนที่  แต่ภาพของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบ  ภายใต้การนำของพลตรี  ชาติชาย  ที่พัฒนาตัวเองมาเป็น  พลเอก  ทั้งๆ  ที่เกษียณราชการไปนานแล้ว  กลับกลายเป็นภาพของรัฐบาลที่ถูกกล่าวหา  วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหนาสาหัส  โดยเฉพาะในข้อหาซ้ำๆ  ที่ติดตัวบรรดา  นักการเมือง  ทั้งหลายมาโดยตลอด...นั่นก็คือ  ความไม่ซื่อสัตย์  การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน  หรือการทุจริต  ประพฤติมิชอบ...อันเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นชัดเจนนัก  ในยุคที่พลเอก  เปรม  ยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี...
        ----------------------------------------------------
     ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้  ทำให้กระทั่งสื่อมวลชนบางฉบับ...ที่กำลังแสดงตัวเป็น  นักประชาธิปไตย  แบบสุดๆ  อยู่ในช่วงเวลานี้  เคยถึงกับเรียกร้องให้กองทัพออกมาปฏิวัติอย่างตรงไป-ตรงมา  หนักซะยิ่งกว่าพวก  พันธมิตรประชาธิปไตย  ที่กำลังถูกกล่าวหาอยู่ในขณะนี้เสียอีก  มีการพบปะระหว่างนายทหาร  จรป.รุ่น  5  ที่กำลังควบคุมอำนาจอยู่ในขณะนั้น  กับบรรดาสื่อมวลชนที่ใกล้ชิดนักวิชาการ  นักธุรกิจ  ฯลฯ  อย่างเป็นที่เอิกเกริก  จนก่อให้เกิดแรงกดดันกับ  พลเอก  ชาติชาย  ชุณหะวัณ  ชนิดต้องหันไปคว้าเอาอดีตนายทหารที่เคยเป็นไม้เบื่อ-ไม้เมากับพวก  จปร. 5  อย่าง  พันเอก  มนูญ  รูปขจร  มาเป็นคนใกล้ชิดเคียงข้างกาย  ติดยศให้เป็น  พลตรี  ตลอดไปจนถึงอดีตจ่าสิบเอก  ผู้ซึ่งกลายมาเป็นร้อยตำรวจเอก  ชื่อว่า  เฉลิม  อยู่บำรุง  ที่  ดังแล้วแยกวง  ออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์  และได้ดิบได้ดีเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ควบคุมดูแลงานด้านการสื่อสารของรัฐ  จนได้รับฉายาว่า  เหลิม
 ดาวเทียม  มาตั้งแต่บัดนั้น  มาเป็นผู้วางแผนป้องกัน  โต้ตอบ  การรัฐประหารกันในแบบตาต่อตา-ฟันต่อฟัน         
        ----------------------------------------------------
     ตลอดช่วงระยะเวลาแห่งการเผชิญหน้าระหว่าง  การเมือง  กับ  กองทัพ  ในลักษณะเช่นนี้...พลเอก  เปรม ติณสูลานนท์  ในฐานะองคมนตรี  จึงแทบไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเอาเลยแม้แต่นิด  อดีตนายทหารและอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้  ได้แต่ยืนมองดูสิ่งที่ตัวเองพยายามปล้ำผีลุก-ปลุกผีนั่ง  มาตลอด  8  ปี  ค่อยๆ  พังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา  เมื่อความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ  ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง  การเมือง  กับ  กองทัพ  ซึ่งเคยถูกแยกห่างออกจากกัน  ค่อยๆ  หวนกลับเข้ามาสู่วัฏจักรแห่งวงจรอุบาทว์อีกครั้งจนได้  การปฏิวัติ  รสช.ได้เริ่มต้นขึ้น  ท่ามกลางความยินดีของผู้ที่ไม่พอใจกับการทุจริต  ประพฤติมิชอบ  และท่ามกลางความเสียใจของผู้ที่ยังอาลัยอาวรณ์กับความเป็นประชาธิปไตย... ท้ายที่สุด  มันก็นำมาซึ่งเหตุการณ์การปะทะกลางท้องถนน  ในเหตุการณ์ที่เรียกๆ  กันว่า  พฤษภาทมิฬ  ในเวลาต่อมานั่นเอง...
        ----------------------------------------------------
     ท่ามกลางการล้มตายของประชาชนรายแล้วรายเล่า...แทบไม่มีใครเอาเลยที่จะสามารถ เข้ามาหยุดยั้งการนองเลือดระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกันเอง  ไม่ว่าจะโดยอำนาจของ  กองทัพ  หรืออำนาจของฝ่าย  การเมือง  ก็แล้วแต่  ภายใต้สภาพเช่นนี้  ทำให้ประชาชนบางกลุ่ม  บางราย  ที่กำลังถูกเข่นฆ่าปราบปรามอยู่กลางถนนราชดำเนิน  ถึงกับตะโกนเรียกร้องให้หนึ่งในคณะ  รสช.ด้วยกันเอง  อย่าง  พลอากาศเอก  เกษตร  โรจนิล  ออกมา  ทำอะไรก็ได้!!!  เพื่อให้การนองเลือดยุติลงไปซะที  และทำให้บรรดาผู้หลัก-ผู้ใหญ่ในสังคมบางคนที่อดรนทนไม่ไหว   ไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์  เสม  พริ้งพวงแก้ว  นายแพทย์  ประเวศ  วสี  ฯลฯ   ถึงกับต้องแห่ไปที่บ้านสี่เสา  เทเวศร์  เพื่อเรียกร้องให้พลเอก  เปรม  ในฐานะประธานองคมนตรี  ช่วยหาทางยุติเหตุการณ์ลงไปให้ได้....
        -----------------------------------------------------
     การปฏิเสธของพลเอก  เปรม  ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านี้  ด้วยการอ้างถึงกรอบจำกัดของความเป็นองคมนตรี  เคยทำให้ผู้อาวุโสบางรายเกิดความเจ็บปวด  รวดร้าว  กันไปไม่น้อย  แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...เมื่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬจบลงไป  ด้วยบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้มีอยู่ในกรอบของกฎหมาย  หรือจบลงด้วย  พระบารมี  ภาพของพลเอก  สุจินดา  คราประยูร  และ  พลตรี  จำลอง  ศรีเมือง  ที่เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โดยมีประธานองคมนตรีนั่งอยู่ข้างๆ  ก็พอใช้เป็นคำอธิบายได้ว่า  เหตุใดพลเอก  เปรม  ถึงจำเป็นต้องปฏิเสธข้อเรียกร้องของผู้อาวุโสทั้งหลาย  และเหตุใดที่การแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย  จึงมีความผิดแผกแตกต่างไปจากสังคมเผด็จการล้วนๆ    หรือสังคมที่เป็นประชาธิปไตยล้วนๆ  ซึ่งมักเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องผ่านเหตุการณ์ระดับเลือดนองท้องช้างมาด้วยกัน ทั้งสิ้น....
        -----------------------------------------------------
     ภายใต้สังคมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้น  แม้นว่าจะไม่เหมือนกับประเทศใดๆ  ในโลกนี้  แต่อย่างน้อยที่สุด...ก็มีส่วนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาได้โดยสันติ  ลดการเสียเลือดเสียเนื้อระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกันเองมาโดยตลอด  อีกทั้งยังทำให้ความหมายของคำว่า  ประชาธิปไตย  ไม่ได้เป็นอะไรที่สกปรก  เลอะเทอะ  เต็มไปด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างไม่มีวันสิ้นสุด  จนต้องถูกนำเอามาใช้เป็นเงื่อนไข  ข้ออ้าง  ในการหาทางออกด้วยวิธี  เผด็จการ  ได้เสมอๆ...

 

โดยท่านขุนน้อยแห่งไทยโพสต์

Posted:Sunday, April 5, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thai politics

ความขัดแย้งแตกแยกในสังคม   จนถึงขั้นนำไปสู่การ  สิ้นชาติ  บ้านเมืองพังพินาศ  ฉิบหาย   วายวอด  ของหลายต่อหลายประเทศในช่วงยุคสงครามเย็น  ทำให้นายทหารในกองทัพไทยจำนวนไม่น้อย   อันเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในด้านความมั่นคง   เกิดความไม่ไว้วางใจ   พอที่จะปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมือง  ตกอยู่ภายใต้การดูแล  การตัดสินใจของ  นักการเมือง  ที่มักจะไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาตัวเอง  ไม่สามารถหลุดพ้นออกมาจากวังวนแห่งการทุจริต  ประพฤติมิชอบ  หรือการคอรัปชั่นมาโดยตลอด...
           ----------------------------------------------------
     บทบาทของ  กองทัพ  ซึ่งเคยถูกนำมาใช้เป็นตัวชี้ขาดทางการเมือง  นับตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา เป็นระบอบประชาธิปไตยเพิ่งเสร็จสิ้นลงไปได้หมาดๆ   และถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด  ได้กลายเป็น  ทางเลือก  หรือ  ทางออก  ของบรรดานายทหารที่รักชาติบ้านเมืองจำนวนหนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายทหารระดับล่างๆ   ที่ได้เคยประสบพบเห็นการ   สิ้นชาติ  มาต่อหน้าต่อตา  ในสมรภูมิเวียดนาม  ลาว   และกัมพูชา  ด้วยเหตุนี้ขบวนการ  ทหารหนุ่ม  หรือ  ยังเติร์ก   จึงอุบัติขึ้นมานับแต่บัดนั้น...
       -------------------------------------------------
     แต่ภายใต้  ความรู้สึก  ในแบบหยาบๆ  ง่ายๆ  ที่กลายมาเป็นอุดมการณ์  อุดมคติ  ของพวก   ทหารหนุ่ม  เมื่อต้องนำไปใช้ในทางปฏิบัติ  บทสรุปมันจึงออกไปในแนวที่มุ่งไปสู่การใช้  อำนาจ  เท่าที่ตัวเองมีอยู่ในมือ  หรือใช้พละกำลังของกองทัพ  เข้าไปควบคุม  บงการ  เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายที่ตัวเองต้องการให้จงได้   ถ้าหากเรียกกันตามภาษาการเมืองแล้ว   ก็คือความพยายามที่จะนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายทางอุดมคติ  โดยอาศัยกรรมวิธีในแบบ  เผด็จการ  นั่นเอง  ความคิดฝันที่อยากจะให้ชุมชนต่างๆ  ในสังคม  มีวินัย  มีความเข้มแข็ง  แบบ   เซมาเอิล  อุนดอง  ในเกาหลีใต้  แบบ   กิบบุตช์   ในอิสราเอล  ฯลฯ  อันเป็นภาพจำลองที่ถูกพูดถึงกันเสมอๆ  ในหมู่ทหารหนุ่ม  เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องอาศัยอำนาจในมือเข้าไปเปลี่ยนแปลงสังคมแบบเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด...
        -----------------------------------------------------
     แต่การอาศัยเพียงแค่กลุ่มก้อนนายทหารระดับ  พันเอก-พันโท-พันตรี  เข้าไปผลักดันเป้าหมายที่ว่า  ย่อมไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ  ด้วยเหตุนี้...จึงมีความพยายามที่จะมองหานายทหารระดับที่สูงๆ  ขึ้นไป  ผู้ซึ่งมีบุคลิกภาพแห่งความซื่อสัตย์  มีความรักชาติบ้านเมือง  มากพอที่จะเป็นที่ยอมรับกันได้  มาใช้เป็นหัวจั่ว  หรือเป็นจุดศูนย์รวมของกลุ่มก้อนขบวนการ  และในช่วงระยะนั้น...ก็คงไม่มีใครโดดเด่นเกินไปกว่านายทหารบ้านนอก   ที่ชื่อว่า  พลโท  เปรม  ติณสูลานนท์  อดีตผู้บังคับการทหารม้า  ผู้ซึ่งคีย์แมนรายหนึ่งของทหารหนุ่ม  อย่างพันเอก  มนูญ  รูปขจร   เคยใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในบ้านนายทหารผู้นี้มาเป็นเวลายาวนาน  ได้เห็นการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว   สมถะ  นั่งกินข้าวคนเดียวมาโดยตลอด  ไม่มีหน้าบ้าน  หลังบ้าน  ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ   แอบแฝง  อีกทั้งยังเป็นผู้ที่แสดงออกถึงความใฝ่ใจในการแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองอย่าง จริงๆ   จังๆ  จนมีผลงานโดดเด่นไม่น้อย  ขณะที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองทัพภาคที่  2  อันเป็นเขตที่มีการสู้รบอย่างฉกาจฉกรรจ์ระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย...
      --------------------------------------------------------
     การตัดสินใจเลือกนายทหารผู้นี้มาเป็นหัวจั่ว  หรือเป็นจุดศูนย์รวมของขบวนการ  จะเป็นการตัดสินใจที่  ผิด  หรือ  ถูก  ก็ยากที่จะหาข้อสรุปได้???  เพราะถึงแม้นว่านายทหารบ้านนอกผู้นี้   จะสามารถสนองตอบอุดมคติในด้านกว้าง  หรือโดยรวมๆ  ไม่ว่าจะในแง่ของความซื่อสัตย์สุจริต   ความรักชาติ   ตลอดไปจนถึงความจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์  อันถือเป็นอุดมการณ์พื้นฐานของทหารโดยทั่วไปได้อย่างจริงๆ  จังๆ  แล้ว  แต่นายทหารผู้นี้ก็ออกจะมีความละเอียด  รอบคอบ   เกินไปกว่าที่จะยอมรับ  กรรมวิธี   ในแบบหยาบๆ  ง่ายๆ  อันได้แก่การนำพาประเทศชาติไปสู่เป้าหมาย  อุดมคติต่างๆ  ด้วย  อำนาจ  หรือด้วยวิธี  เผด็จการ  ล้วนๆ...
               ---------------------------------------------------------
     ด้วยเหตุนี้  แม้นจะได้รับการยอมรับจากนายทหารระดับล่างอย่างเป็นปึกเป็นแผ่น  แต่สุดท้าย...ความยอมรับเหล่านี้ก็กลับส่งผลให้กลุ่มก้อนขบวนทหารหนุ่มด้วย กันเอง  ค่อยๆ  เกิดความเห็นแตกต่างกันในแง่ของแนวคิด  และวิธีการ  และได้แยกตัวเองออกจากกันทีละเล็กทีละน้อย  จนกลายมาเป็น  ยังเติร์ก  กับ  ทหารประชาธิปไตย  ในเวลาต่อมา  แม้นว่าแต่ละกลุ่มจะยังมีเป้าหมาย  อุดมการณ์  สอดคล้องต้องกันก็ตาม  แต่ในแง่ของวิธีการแล้ว  ได้แยกออกเป็น  2  สาย  2   แนวคิดอย่างเห็นได้ชัดเจน  แน่นอนว่า...โดยจุดยืน  และลักษณะวิธีคิดของพลเอก   เปรม  แล้ว  ย่อมต้องโน้มเอียงมาสู่  ทหารประชาธิปไตย   มากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบรรดาทหารระดับล่างทั้งหลายได้ผลักดันให้ตัวเองขึ้นดำรงตำแหน่ง   นายกรัฐมนตรี   ภายใต้สภาพที่ระบบรัฐสภายังคงอยู่  และรัฐธรรมนูญยังมีผลบังคับใช้  แม้นจะถูกเรียกว่า  ประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ  ก็ตาม...
                  -------------------------------------------------------
     การปฏิวัติ   1-3  เมษายน  พ.ศ. 2524  จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การแตกหักกันระหว่าง  ป๋า  กับ  ลูกป๋า  ในทางส่วนตัวเท่านั้น  แต่มันเป็นความแตกต่างระหว่างแนวคิด  2  แนวคิดภายใต้อุดมการณ์อันเดียวกันนั่นเอง   ในขณะที่นายทหารอย่างพันเอก  มนูญ  รูปขจร,  พันเอก  พัลลภ  ปิ่นมณี,  พันเอก  ประจักษ์  สว่างจิตร  ฯลฯ  มองเห็นว่า  ระบบรัฐสภา  หรือ    นักการเมือง  ในห้วงระยะเวลานั้น  ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองได้อีกต่อไป  แต่พลเอก  เปรม   และทหารอีกกลุ่มหนึ่ง  กลับมองเห็นว่าโดยวิธี  เผด็จการล้วนๆ   ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองได้เช่นกัน  การประคับประคอง  ประชาธิปไตยครึ่งใบ   ต่อไปเรื่อยๆ  ค่อยๆ  หาทางพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  อาจจะดีกว่าการปล่อยให้   กองทัพ  กับ  การเมือง   มีปฏิสัมพันธ์อยู่ภายใต้วัฏจักรทางการเมืองแบบที่เรียกๆ  กันว่า  วงจรอุบาทว์  อย่างไม่มีที่สิ้นสุด...
         --------------------------------------------------------
     ไม่ว่าใครจะผิด-หรือถูก   สัมพันธภาพระหว่าง  ป๋า  กับ  ลูกป๋า  ที่ต้องขาดสะบั้นลงไปในช่วงเวลานั้น   ได้ส่งผลกระทบต่อทั้ง   กองทัพ  และต่อ  ระบอบประชาธิปไตย  ด้วยกันทั้งคู่  สำหรับกองทัพนั้น...ในด้านหนึ่งมันได้ทำให้นายทหารที่มีศักยภาพ  มีอุดมการณ์ความรักชาติ  จำนวนหนึ่ง  ต้องหลุดออกไปจากวงจร  ส่งผลให้เกิดช่องว่างภายในกองทัพ  เกิดทหารประเภท   นักกอล์ฟ   เข้ามาแทนที่  นักรบ  กันเป็นจำนวนไม่น้อย  แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็ได้ทำให้   การปฏิวัติ   ที่มักจะดำเนินควบคู่มากับ  ระบอบประชาธิปไตย  โดยตลอด  เกิดการสะดุดหยุดชะงักลงไปในช่วงใหญ่ๆ   เปิดโอกาสให้ระบอบการเมืองชนิดนี้ได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อย ไป   แม้นว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง  หรือทางเศรษฐกิจ  ระดับหนักหนาสาหัส  อย่างกรณีการลดค่าเงินบาท  ที่ทำให้ผู้นำสูงสุดของกองทัพในขณะนั้น  ออกมาส่งเสียงคำรามชนิดกึกก้อง  แต่ระบอบประชาธิปไตยที่ยังเหลืออยู่อีกครึ่งใบ  ก็สามารถที่จะประคับประคองตัวเองผ่านมาได้  โดยไม่ต้องย้อนกลับไปสู่  วงจรอุบาทว์  กันอีกครั้ง...

 

บทความโดย ท่านขุนน้อยแห่งไทยโพสต์

Posted:Friday, April 3, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thai politics

การ ปราศรัยผ่านวิดีโอลิงค์ของ  "ทักษิณ  ชินวัตร"  เมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา  คือจุดจบของนักโทษชายรายนี้  เขาจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือเร่ร่อนไปในประเทศต่างๆ  ตราบที่ยังมีกำลังทรัพย์ให้ทำเช่นนั้น

ไม่ใช่เพราะ  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ดูหมิ่นเหยียดหยาม  พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์  ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่ใช่เพราะเขา  ใส่ร้ายป้ายสีคณะบุคคลที่เขาคิดว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม  แต่เพราะ  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ไม่หลงเหลือความเป็นไทยอยู่ในตัว

พฤติการณ์เอาดีเข้าตัวโยนชั่วใส่คนอื่น   คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้  และจะไม่ยอมให้   "ทักษิณ  ชินวัตร"  กลับมาเหยียบประเทศไทยอีก สิ่งที่  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ตีหน้าเศร้าเล่าเรื่องเท็จชั่วโมงกว่าผ่านวิดีโอลิงค์นั้น  โดยสันดานของคนคนนี้  ไม่เอ่ยปากพูดถึงความระยำของตัวเอง  ขณะนั่งเป็นนายกรัฐมนตรี  บริหารประเทศเพื่อพวกพ้องและครอบครัว  เก็บกินผลประโยชน์ของประเทศอิ่มหมีพีมันกันเฉพาะในกลุ่มก้อนของตัวเอง

"ทักษิณ  ชินวัตร"  โกงบ้านกินเมือง  มีใครยืนยันได้บ้างว่าไม่ใช่เรื่องจริง  เขาใช้อำนาจทุกวิถีทางเข้าไปแทรกแซงหน่วยงานของรัฐแทบทุกหน่วยงาน  เพื่อเข้าไปทุจริตเชิงนโยบาย  ยุคของ  "ทักษิณ  ชินวัตร"  เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน  แบ่งปันกันเฉพาะในหมู่พวกของตนเอง  จนเป็นที่มาของคำว่า  "โคตรโกง"  หรือ  "โกงทั้งโคตร"

"ทักษิณ  ชินวัตร"  แทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ ล้วนถูกครอบงำ  จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองได้ เพราะ  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ส่งคนของตัวเองเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในองค์กรอิสระเหล่านี้  ใครเป็นใคร  ใครต้องคิดคุก  เพราะอุ้มชูระบอบทักษิณ  เป็นเครื่องพิสูจน์อยู่แล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  2540  ที่ผู้คนต่างคาดหวังว่า  จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง  กลับกลายเป็นฉบับที่หนุนให้ระบอบทักษิณ  เติบโตและแข็งแกร่ง   เพราะ  "ทักษิณ  ชินวัตร"  เข้าไปชี้นิ้ว  แทรกแซง  สั่งการ  จนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนง่อยเปลี้ย

"ทักษิณ  ชินวัตร"  ใช้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ  บิดเบือนเจตนารมณ์กฎหมายเพื่อประโยชน์ของตัวเอง สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ไม่ได้พูดในการปราศรัยผ่านวิดีโอลิงค์กับคนเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เขากลับพูดให้คนเสื้อแดงเห็นอีกด้าน  คือด้านที่เป็นคุณกับตัวเขาเป็น  "สันดาน"  ที่  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ที่ปฏิบัติมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

"ทักษิณ  ชินวัตร"  จงรักภักดีจริงหรือไม่  ตัวเขาเท่านั้นที่รู้อยู่เต็มอก การที่เขาพูดถึง  "902"  ทั้งๆ  ที่รู้ว่าคือใคร  เขาพูดเช่นนี้ต่อสาธารณชน  เขามีจุดประสงค์อะไร หรือแม้กระทั่ง   "02"   ที่เขาพูดในการปราศรัยผ่านวิดีโอลิงค์เมื่อคืนวันศุกร์  "ทักษิณ  ชินวัตร"  มีเจตนาอย่างไร อย่าลืมว่าเรื่องนี้ไม่ได้พูดกันสองคน  แต่พูดต่อที่สาธารณะ  มีผู้คนเรือนหมื่นนั่งฟังอยู่  "ทักษิณ  ชินวัตร"  เรียกขานให้  "เต็ม"  ไม่ได้หรือ เว้นเสียว่า  "นักโทษชาย"  รายนี้  ไม่ได้คิดแบบที่คนไทยทั่วไปคิด

ปรากฏการณ์ที่  "ทักษิณ  ชินวัตร"  และคนเสื้อแดง  โดยเฉพาะ  "จตุพร  พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ"  ผู้ขายจิตวิญญาณให้นายใหญ่ไปจนหมด  โจมตี  พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์   ประธานองคมนตรี  พล.อ.สุรยุทธ์  จุลานนท์  ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย  โปรดเกล้าฯ   แต่งตั้งเป็นองคมนตรีอีกครั้งหลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกเสียจากจุดเชื้อไฟเพื่อให้เกิดความวุ่นวาย  หวังจะเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  แต่อาจกินขอบเขตในมากกว่านั้น คือ  "เปลี่ยนแปลงประเทศ"  ตามความหมายที่  "จักรภพ  เพ็ญแข"  ได้ให้ไว้

"ทักษิณ  ชินวัตร"  พูดโจมตีว่า  "พล.อ.สุรยุทธ์  จุลานนท์"  เป็นผู้เดินเรื่องในการทำรัฐประหาร  ด้วยการแอบอ้างพระราชประสงค์ พร้อมกับพูดจาอวดอ้างว่า  "พล.อ.สุรยุทธ์  จุลานนท์"  คือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาในอดีต ยุครัฐบาลทักษิณ   มี  ผบ.ทบ.ชื่อ  "พล.อ.สุรยุทธ์  จุลานนท์"  จริง  ไม่มีใครเถียง   แต่ประเด็นคือ  สมควรหรือไม่ที่  "ทักษิณ  ชินวัตร"  จะนำเรื่องนี้มาพูด  เพื่อขยายความในสิ่งที่เขาพูดก่อนหน้าเขาต้องการอะไร คงไม่ใช่ตีเสมอเจ้า แต่  "ทักษิณ  ชินวัตร"  เผยให้เห็นธาตุแท้  ว่าคนอย่างเขาต้องยืนอยู่ระดับไหน!

การปราศรัยที่เต็มไปด้วยการปลุกระดม  อาศัยความไม่รู้ของคนเสื้อแดง  เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง การเรียกร้องให้นักการเมืองในพรรคเพื่อไทย  และอดีตนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ในพรรคไทยรักไทย  พรรคพลังประชาชน  ร่วมขึ้นเวทีปราศรัยของคนเสื้อแดง  เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า  การรบที่หวังผลแตกหักเริ่มขึ้นแล้ว

"ทักษิณ  ชินวัตร"  ต้องการใช้ความรุนแรงเป็นเงื่อนไขนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แผนการที่วางไว้  น่าจะเป็นสิ่งที่เขาปราศรัยในช่วงท้ายคือ  การออกกฎหมายนิรโทษกรรม  ลบล้างความผิดจากการที่คนเสื้อแดงก่อขึ้น ให้ถอยกลับไปนับหนึ่งใหม่  เหมือนช่วงที่เขายังคง  "รักษาการเก้าอี้นายกรัฐมนตรี"  นั่นคืออำนาจยังอยู่ในมือระบอบทักษิณ แต่แผนนี้ไม่มีทางสำเร็จ  เพราะ  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ไม่มีกำลังพอที่จะเปลี่ยนประเทศนี้อีกแล้ว สิ่งที่  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ปราศรัยเมื่อคืนวันศุกร์  ถือว่าหมดเปลือกแล้ว  เขาไม่สามารถให้ร้ายคนที่เขาคิดว่าเป็นคู่ต่อสู้ได้มากไปกว่านี้   เพราะคนที่สูงกว่านั้น   "ทักษิณ  ชินวัตร"  ยังหาทาง  "แตะ"  ไม่ได้  ทั้งที่อยากจะโค่นล้มใจจะขาด

ทั้งหมดจึงอยู่ที่บุคคลซึ่งยืนคนละฝ่ายกับ  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ว่าจะเต้นตามจังหวะที่นักโทษชายรายนี้กำหนดขึ้นหรือไม่
     ประธานองคมนตรี,  องคมนตรี
     ประธานศาลปกครอง
     คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.)
     ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
     ศาลรัฐธรรมนูญ
     คณะกรรมการการเลือกตั้ง
     รัฐบาลประชาธิปัตย์
     กองทัพ
ทั้งหมดต้องกำหนดท่าทีที่เหมาะสมกับ   "ทักษิณ  ชินวัตร"  ไม่ใช่ไม่สนใจเลย  แต่ต้องให้ความสำคัญ  ชี้ให้เห็นถึงการโกงกินชาติบ้านเมือง  ละเลยจริยธรรมจนถูกคำสั่งศาลให้จำคุก   2  ปี ต้องพูดถึง  "ทักษิณ  ชินวัตร"  ในฐานะ  "นักโทษหนีคุก"  เรียกร้องให้เขากลับมารับโทษ ย้ำให้สังคมเห็นถึงความเลวทรามของการคอรัปชั่น ความระยำในยุคที่ระบอบทักษิณครองเมือง  มีมากมายมหาศาล  อยู่ที่ว่าจะรื้อฟื้นขึ้นมาเพื่อหยุด  "ทักษิณ  ชินวัตร"  กันหรือไม่

จาก: เว็บไซท์ไทยโพสต์

Posted:Thursday, April 2, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thai politics

ในช่วงระยะเวลาไม่ต่ำกว่า  40-50  ปี...ที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ใน  ยุคสงครามเย็น  ไม่ต่างไปจากประเทศอื่นๆ  ในภูมิภาคอาเซียน  อินโดจีน  หรือตลอดไปจนทั่วทุกซีกโลกนั่นแหละ  อันเนื่องมาจากผลผลิตแห่งความขัดแย้งของอภิมหาอำนาจในโลก  ที่แบ่งออกเป็น  2  ฝ่าย  2  ค่าย  นับตั้งแต่ปลายสงครามโลกครั้งที่  2  เป็นต้นมา  และอดีตนายทหารบ้านนอกแห่งกองทัพภาคที่  2  ชื่อว่า  พลโท  เปรม  ติณสูลานนท์  ก็ได้เข้าไปมีบทบาท  มีส่วนร่วมกับการก่อให้เกิด  จุดเปลี่ยน  ของสงครามที่ว่านี้...อย่างไม่อาจปฏิเสธได้...
         ----------------------------------------------------
     นับตั้งแต่สงครามระหว่าง  คอมมิวนิสต์  กับ  ทุนนิยม  ได้เริ่มเปิดฉาก...นายทหารในกองทัพไทยโดยส่วนใหญ่  ตลอดไปจนถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงแทบทั้งหมด  แทบไม่มีใครรู้จักเอาเลยว่า  คอมมิวนิสต์  จริงๆ  นั้น  หน้าตาเป็นยังไงกันแน่???  เช่นเดียวกับการไม่รู้จักความร้ายกาจของ  ทุนนิยม  ว่ามันจะสามารถทำให้ประเทศไทยทั้งประเทศ  ต้องเดินเข้าสู่  แผนพัฒนาแห่งความฉิบหาย  มาโดยตลอด  นับตั้งแต่แผน 1 - แผน  7  ดังที่อดีตเลขาธิการสภาพัฒน์  ดร. สุเมธ  ตันติเวชกุล  ได้เคยปรารภเอาไว้ในเวลาต่อมา...
          ---------------------------------------------------
     แต่ด้วยอิทธิพลของมหาอำนาจ...ที่บีบบังคับให้แต่ละประเทศในโลกนี้  จำต้องเลือกข้างหนึ่ง-ข้างใด  อดีตทหารไทยที่ถูกส่งออกไปเผชิญหน้ากับ  คอมมิวนิสต์  ในสมรภูมิเกาหลี  ในสมรภูมิเวียดนาม  ต่างก็พร้อมที่จะเข่นฆ่า  ศัตรูที่ตัวเองไม่รู้จัก  ไปตามแรงผลักดันของมหาอำนาจฝ่ายทุนนิยมมาโดยตลอด  จนกระทั่งเมื่อพบว่า  ศัตรูที่ตัวเองไม่รู้จัก  นั้นประกอบไปด้วยคนไทยแท้ๆ  อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย  อันเนื่องมาจากการปรากฏตัวของ  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  ที่พร้อมจะเปิดฉากสงครามด้วยอาวุธ  ระหว่าง  กองทัพไทย  กับ  กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย  ภายในแผ่นดินเดียวกันเอง....  จุดเปลี่ยนทางความคิด  ในหมู่นายทหาร  และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทย  ก็จึงค่อยๆ  ก่อตัวขึ้นมาตามลำดับ...
         -------------------------------------------------------
     ความพยายามที่จะทำความรู้จัก  ทำความเข้าใจ  กับศัตรูที่  เป็นคนไทยด้วยกันเอง  มีผลทำให้นายทหาร  และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงบางราย  เคยถูกกล่าวหาว่าเป็น  คอมมิวนิสต์  ซะเอง   มาแล้วหลายครั้งหลายหน  ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายทหารเสนาธิการหัวก้าวหน้า  ทันสมัย  ซื่อสัตย์   รักความยุติธรรมอย่าง  พันเอก  หาญ  พงษ์สิฏานนท์  อดีตนายตำรวจผู้ได้ชื่อว่า  สุดแสนจะฉลาด  ลึกซึ้ง  และสมถะ  อย่าง  พลตำรวจตรี  อารีย์  กะรีบุตร  ฯลฯ  เป็นต้น  และด้วยความอดทน  อดกลั้น  ต่อความพยายามที่จะทำความรู้จัก  ทำความเข้าใจ  กับผู้ซึ่ง  เป็นคนไทยด้วยกันเอง  แม้นจะถูกถือว่าเป็น  ศัตรู  ก็ตาม  ก็ค่อยๆ  ทำให้เกิด  จุดเปลี่ยน  ครั้งใหญ่  ต่อนโยบายการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในท้ายที่สุด  และเผอิญว่า  จุดเปลี่ยน  ที่ว่านั้น  ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนสุด  ก็ในยุคที่  พลเอก  เปรม  ติณสูลานนท์  ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม...
           ---------------------------------------------------
     การที่พลเอก  เปรม  ติณสูลานนท์  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้นำทางทหาร  ได้หันมาให้ความยอมรับต่อนโยบายการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์แบบใหม่นั้น  คงไม่ได้เป็นไปโดยปราศจากที่มา-ที่ไป  แม้นว่าอดีตนายทหารผู้นี้จะไม่ได้เป็นตัวตั้ง-ตัวตี  ไม่ได้ลงมือศึกษา  ค้นคว้า  ในเรื่องราวเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์อย่างลึกซึ้ง  จริงจัง  อย่างเช่นพันเอก  หาญ  พงษ์สิฏานนท์  พลตำรวจตรี  อารีย์  กะรีบุตร  หรือ  พันเอก  หาญ  ลีนานนท์  พันเอก  ชวลิต  ยงใจยุทธ  พันเอก  ประสิทธิ์  นวาวัตร  พันโท  ศักดิ์  สูยานนท์  ฯลฯ  ผู้ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพลเอก  เปรม  ในขณะนั้น  แต่ด้วยความพยายามที่จะทำความรู้จัก  ทำความเข้าใจ  กับศัตรูที่เป็น  คนไทยด้วยกันเอง  ตั้งแต่สมัยที่ตัวเองยังดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่  2  มาโดยตลอด  ย่อมมีผลทำให้อดีตนายทหารผู้นี้  เกิดความยอมรับต่อนโยบายความมั่นคงแบบใหม่ได้ไม่ยาก  จนแนวความคิดดังกล่าวได้ถูกนำไปบังคับใช้   อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง  ในระดับทั่วทั้งกองทัพ...ดังที่เรียกๆ  กันว่า  คำสั่งนโยบายที่  66/2523  นั่นเอง...
         --------------------------------------------------------
     และจะด้วยทัศนคติ  มุมมอง  แบบใหม่  ที่มีต่อบรรดา  คอมมิวนิสต์  ซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันเอง  หรือจะเป็นเพราะความขัดแย้งแตกแยกระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ในระดับสากลก็แล้ว แต่  คำสั่งนโยบายที่  66/2523  นั้น  ได้มีส่วนไม่น้อย  ที่ทำให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  กองกำลัง  และแนวร่วม  ได้หลั่งไหลออกมาจากเขตสู้รบในป่าเขา  กลับเข้ามาใช้ชีวิตเยี่ยงราษฎรไทยตามปกติ  รายที่เป็นเกษตรกร  ชาวนา  ชาวไร่  ถ้าหากไม่ใช้ชีวิตอยู่ในชนบทในฐานะผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย  ก็อาจจะหันไปประกอบธุรกิจ  เรียนรู้การแลกเช็ค  ประสบความสำเร็จและล้มเหลวไม่ต่างไปจากนักธุรกิจโดยทั่วไป  รายที่เป็นอดีตนิสิต  นักศึกษา  ได้กลับเข้าสู่ห้องเรียน   เรียนต่อในโรงเรียน  มหาวิทยาลัย  จบออกมาเป็นแพทย์  เป็นอาจารย์  เป็นทนายความ  เป็นสื่อมวลชน  ฯลฯ  รายที่เคยเป็นอดีตนักการเมือง  ก็กลับมาเล่นการเมืองกันต่อ  จนได้เป็น  ส.ส.  เป็นเลขาฯ  รัฐมนตรี  ผู้ช่วยรัฐมนตรี  เป็นรัฐมนตรี  เป็นรองนายกรัฐมนตรี  ฯลฯ  ชนิดถึงกับมีคำพูดล้อเล่นในหมู่อดีตคอมมิวนิสต์ทั้งหลายว่า.... ยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมืองนั้นไม่ได้ผล...สู้ยุทธศาสตร์ป่าล้อมพรรค  และเข้ายึดแต่ละกระทรวงในที่สุดแทบไม่ได้...
   -----------------------------------------------------------
     สรุปง่ายๆ  ก็คือ...ภายใต้  ความสำเร็จทางการเมือง  ของบรรดานักการเมืองที่เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาก่อน  และได้กลายมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรี  มีบทบาทควบคุมดูแล  อำนาจรัฐ  มาในหลายๆ  รัฐบาลหลายยุคหลายสมัย  ล้วนแล้วแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า...มีส่วนเกี่ยวพันกับความพยายามที่จะทำความเข้า ใจกับผู้ซึ่งล้วนแล้วแต่  เป็นคนไทยด้วยกันเอง  ของคนอย่างพลเอก  เปรม  ติณสูลานนท์  ไม่มากก็น้อย  แม้นว่าอดีตนายทหารผู้นี้จะไม่เคย  ลำเลิกบุญคุณ  เอาเลยแม้แต่นิด  แต่ถ้าหากพูดกันอย่างแฟร์ๆ  พูดกันอย่างคนที่ให้ความเคารพต่อความเป็นมนุษย์  ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะอยู่ในฐานะไหน  ชนชั้นไหน  เป็นฝ่ายเดียวกัน  หรือฝ่ายตรงกันข้ามก็ตาม...ก็คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่าโดยบทบาทของพลเอก  เปรม  นั้น  มีส่วนอยู่ไม่น้อยที่ทำให้ความขัดแย้ง  แตกแยกภายในสังคมไทย  อันเนื่องมาจากการตกเป็น  เหยื่อมหาอำนาจ  ในยุคสงครามเย็น  ได้ลดน้อยถอยลงจนกระทั่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติในที่สุด...
     -----------------------------------------------------
     แต่ไม่เพียงแค่ภาวะความขัดแย้ง  แตกแยก  ระหว่างคนไทยกับคนไทย  อันเนื่องมาจากสงครามเย็นเท่านั้น...บทบาทในฐานะ  ผู้บัญชาการทหารบก  รัฐมนตรีกลาโหม  หรือ  นายกรัฐมนตรี  ของพลเอก  เปรม  ยังก่อให้เกิด  จุดเปลี่ยน  ต่อทิศทางของ  กองทัพไทย  อันเคยผูกพันเกี่ยวข้องกับ   การเมือง  มาในชนิดแทบแยกไม่ออก  อดีตนายทหารที่มีบทบาทสำคัญๆ  ทางการเมืองมาในหลายยุคหลายสมัย  แม้แต่ในยุคปัจจุบันก็ยังคงเป็น  ตัวละคร  ตัวสำคัญๆ  ในฉากการเมืองแต่ละฉาก  ไม่ว่าจะเป็น  พลตรี  มนูญกฤต  รูปขจร  พลเอก  พัลลภ  ปิ่นมณี  พลตรี  จำลอง  ศรีเมือง  ฯลฯ  ว่าไปแล้ว...ก็ล้วนแล้วแต่เคยเป็น  ลูกป๋า  มาก่อนด้วยกันทั้งสิ้น  ความผูกพันเกี่ยวข้องเหล่านี้จะนำไปสู่ทิศทางเช่นไร?  มีผลต่อระบบการเมืองไม่ว่าในแบบเผด็จการ  ประชาธิปไตย  หรือกระทั่งที่เรียกๆ  กันว่าอำมาตยาธิปไตยมากน้อยขนาดไหน???

Posted:Monday, March 30, 2009 - 1 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thai politics

บ้านเมืองสงบร่มเย็นเป็นปึกแผ่น  เพราะการทำหน้าที่พิทักษ์ของทหาร  หรือว่าบ้านเมืองยุ่งยากแตกแยก  เพราะพวกทหารใจนุ่งซิ่นบางคนที่  "รองเท้ากอล์ฟ"  คู่เดียวก็ใช้แลกได้  ผมยิ่งมอง-ยิ่งไม่เข้าใจในปรัชญาการทำหน้าที่ของ  "ทหาร-ตำรวจ"  ในวันนี้ทั้งหลาย  กระทั่งระดับรัฐบาล   งบประมาณแผ่นดินเป็นล้านล้านบาทนั้น  ผมเป็นประชาชน  จ่ายภาษีไปก็เสียดาย  ไม่รู้จะให้ไปเพื่ออะไร  เพราะให้ไปแล้วก็เอาไปอยู่กินสุขสบายกันเองในระบบราชการ  ส่วนชาวบ้าน-ชาวเมือง  "หน้าเขียว-หน้าเหลือง"  ติดต่อกันมา  ๓-๔  ปีแล้ว  เพราะไอ้คนอัปรีย์คนเดียว  แต่ทั้งตำรวจ-ทหาร-รัฐบาล  ไม่มีน้ำยาที่จะรักษาบ้านเมืองให้สงบได้  ตามความหมายผู้พิทักษ์ในระบบอำนาจรัฐ
     "เปลืองข้าวสุกเปล่า"  หรือไม่นั้น  ท่านก็ตรองกันเองได้อยู่มิใช่หรือ  สำหรับผมนั้น  ยิ่งมองยิ่ง  "คันใจ"  หนักขึ้นไปทุกวัน  เอากันแต่ยศ  แต่ตำแหน่ง  และประโยชน์โภชน์ผล  ไม่เห็นหน้าซักคนที่จะกระตือรือร้นให้เห็นว่าปฏิบัติหน้าที่  "เอาชาติ-เอาประชาชน"  เป็นตัวตั้ง  โบราณบอกว่าเลี้ยงไว้พันวัน  เพื่อหวังใช้งานวันเดียว
     แต่เมื่อวันนั้นมาถึง  เขาก็อ้างว่า  "กองทัพไม่ยุ่งการเมือง"?!
     ใช่..ถูกต้อง  กองทัพต้องไม่ยุ่งการเมือง  แต่อยากถามคำหนึ่งว่า  ผู้บริหารกองทัพแยกแยะด้วยความเข้าใจในความเหมือน-ความต่างระหว่างคำว่า  "การเมือง"  กับ  "บ้านเมือง"  แบบไหน  อย่างไร?
     ในความเข้าใจของผม  การเมืองไม่ต้องยุ่ง-ได้  แต่บ้านเมือง  ทหารจะไม่ยุ่งไม่ได้  ประเทศชาติมี  "สถาบันกองทัพ"  เกิดขึ้นก็เพราะเป้าหมาย  "พิทักษ์บ้าน-รักษาเมือง"  นี่แหละ  และคำว่า  "ศัตรูความมั่นคงประเทศชาติ"  มันไม่ได้หมายถึงต้องรอกองทัพต่างชาติ-ต่างแดนยกมาประชิดติดหน้าด่าน  นั่น..ทหารจึงจะนวยนาดออกมาทำหน้าที่รักษาบ้าน-รักษาเมือง
     ทหารไม่ยุ่งการเมือง  แต่ทหารยุ่งกับงบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มั้ย?
     ทหารไม่ยุ่งการเมือง  แต่ยุ่งกับการล็อบบี้  วิ่งเต้นตำแหน่งแต่งตั้ง-โยกย้ายมั้ย?
     ทหารไม่ยุ่งการเมือง  แต่ยุ่งกับพรรคการเมือง  และโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีมั้ย?
     ก็คงมีบ้าง  แต่นั่นผมก็ไม่ถือว่าเป็นการยุ่งการเมือง  มันเป็นงานที่ต้องปฏิสัมพันธ์กันบางส่วนบนความเป็น  "สัตว์สังคมชาติ"  บางครั้งบางคราวสำหรับ  "สิ่งที่ดีกว่า"  เพื่อสังคมรวม  ไม่ได้ถือสิทธิ์ทหารเข้าไปจุ้นจ้านกับงานการเมืองเพื่อการทหาร
     แต่การที่   พ.ต.ท.ทักษิณ  ประกาศตัวเป็นผู้บงการ  "กองทัพแดง"  แล้วใส่ร้ายป้ายสี  จ้วงจาบหยาบช้าต่อ  "สถาบันองคมนตรี"  โดยเฉพาะ  พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์  ผู้เป็นประธานองคมนตรี  ด้วยท่าทีหวังให้เป็นการ  "ตีวัวกระทบคราด"  กรายๆ  พร้อมปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังด้วยข้อมูลเท็จ
     -กองทัพและตำรวจตระหนักหรือไม่ว่า  สถาบันองคมนตรี  และตำแหน่งประธานองคมนตรี   นั้น  มีความสำคัญเกี่ยวพันกับความมั่นคงของบ้านเมือง  และสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่  อย่างไร?
     การที่  พ.ต.ท.ทักษิณ  ซึ่งเป็นนักโทษคดีโทษจำคุก  ในฐานะตัวการ  สั่งให้บริวารปลุกระดมผู้คนทั่วประเทศป่วนบ้าน-ป่วนเมือง  กระด้างกระเดื่องต่อระบบรัฐ  แล้วตัวเองวิดีโอลิงค์บ้าง  โฟนอินบ้าง  ปราศรัยยุยง  ปลุกปั่นเป็นรายวัน  ให้ประชาชน  "ลุกฮือ"  แข็งขืนต่ออำนาจรัฐ  และเข้าควบคุมศาลากลางในแต่ละจังหวัด
     -กองทัพและตำรวจตระหนักหรือไม่ว่า   การยุยง-ปลุกปั่นของ  พ.ต.ท.ทักษิณลักษณะนั้น  นอกจากกฎหมายไม่ให้สิทธิ์นักโทษทำเช่นนั้นได้แล้ว  ยังถือว่าเข้าข่ายบ่อนทำลายความมั่นคงในราชอาณาจักร  สร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน  โดยหวังใช้ประชาชน  "ยึดอำนาจรัฐ-แยกเมือง"  เจตนาสถาปนาบ้านเมือง-ระบอบทักษิณ?
     การที่  พ.ต.ท.ทักษิณออกมาประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อบ้านเมืองและสถาบันเช่นนั้น  ก็ทำให้เห็นถึง  "เนื้อแท้ทักษิณ"  ล่อนจ้อนแล้วว่า  ยอมทำลายความสงบสุขแผ่นดินไทย  เพียงหวังคืนกลับมาครองอำนาจ   และได้ทรัพย์สินอย่างน้อยก็  ๗๓,๐๐๐  ล้านบาทของตัวเองคืนเท่านั้น  ทำทุกอย่างเพื่อ  "พังเมือง"  โดยไม่เกี่ยงทั้งวิธีการ  และรูปแบบ
     -กองทัพและตำรวจตระหนักหรือไม่ว่า  การปล่อยให้ทักษิณและบริวารเชื่อมต่อกันด้วยเจตนาในลักษณะนั้นทางการสื่อสาร ทุกๆ  วัน  เท่ากับส่งเสริมทางพฤตินัย  เลี้ยงเชื้อให้ลุกลามสู่ความเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ  และกองทัพ-ตำรวจรู้สึกไหมว่า  จากที่ล้อมทำเนียบฯ  อยู่ภายนอก  แต่ขณะนี้ไม่ยอมให้ข้าราชการและคณะรัฐบาลเข้าไปทำงานนั้น  เลยขีดของคำว่า  "ชุมนุมโดยความสงบ"  ไปถึงระดับ  "ยึดสถานที่ราชการ"  อันเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของฝ่ายบริหารประเทศแล้ว?
     ยิ่งฟังตำรวจแถลงทุกวันว่า  "ถอดเทปแล้วยังไม่พบมีการหมิ่นสถาบัน  นอกจากตัวบุคคล"  ผมยิ่งไม่เข้าใจว่า  "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ"  วันนี้  เป็นของชาติแม้ว  หรือชาติไทยกันแน่  เพราะท่านวินิจฉัยแล้วฟันธงได้ฉับพลันจนไม่น่าเชื่อว่า  ช่างรวบรัด-ตัดประเด็นชัดเจนเป็นที่สบายใจ-รักใคร่ของเจ้ามูลแม้วและคณะพรรค กองทัพแดงเสียกระไรปานนั้น!
     ผมไม่ได้หมายให้ท่าน   "หมกเม็ด"  เก็บไว้เพื่อไปยัดเยียดข้อหาเกี่ยวกับสถาบันให้ใคร  แต่พูดในความหมาย  "ดุลพินิจรอบคอบ"  ในองค์ประกอบของกฎหมาย  ใช่..ประธานองคมนตรีเป็นสามัญชน  ไม่ถือเป็นบุคคลในสถาบันเบื้องสูง  เป็นการดูหมิ่น  ด่าทอ  ใส่ร้ายอันเป็นความผิดเฉพาะตัว  ใครเดือดร้อนก็ให้มาแจ้งความกับตำรวจเอาเอง
     อื้ออือ...หวยแม้ว  "เต็งจ๋า"  กว่าหวยประธานองคมนตรีในหมู่ตำรวจ-ทหาร  ก็เพิ่งรู้ชัดตอนนี้เอง  ตำรวจพูดแบบหมดเยื่อ  แต่เหลือใยไว้กับฝ่ายแม้วแดงอบอุ่นใจดีจัง  ผมก็อยากจะบอกสักนิดว่า  ไม่ควรปล่อยให้ใครด่าประธานองคมนตรีต่อที่สาธารณะ  ออกไมค์  กรอกหูชาวบ้าน  และให้เป็นข่าว  หวังให้กระจายไปทั่วโลกโดยไม่มีใครรู้ร้อน-รู้หนาว  เพราะอย่างน้อยตำรวจน่าจะ  "ฉุกใจคิด"  บ้างว่า
     ประธานองคมนตรี  และองคมนตรีนั้น  เป็นคนมีที่มา-ที่ไปอย่างไร  และมีหน้าที่เช่นไรบ้าง?
     และการปล่อยให้ทักษิณและสมุนจ้วงจาบหยาบช้า  ใช้ความเท็จมาโพนทะนาให้ผู้คนเกลียดชังด้วยเข้าใจผิดต่อองคมนตรี  โดยเฉพาะประธานองคมนตรีนั้น  จะส่งผลข้างเคียงลักษณะ  "หยิกเล็บเจ็บถึงเนื้อ"  ด้วยหรือไม่?
     ตำรวจและทหารควรต้องทราบด้วย  "จิตสำนึก"  แต่ถ้าไม่ทราบด้วยจิตสำนึก  ก็ควรต้องทราบความในรัฐธรรมนูญด้วยหน้าที่  เช่นในมาตรา  ๑๒  บอกว่า
     "พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคน หนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี
     คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวง ที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา  และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้"
     หรือมาตรา  ๒๐  วรรคแรก  บัญญํติไว้ว่า  "ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  ๑๘  หรือมาตรา  ๑๙  ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลาง ก่อน...."
     และตำรวจ-ทหารยิ่งต้องชินกับคำว่า  "มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  ให้...ประธานองคมนตรี,....องคมนตรี  ไปปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์"  ฉะนั้น  ที่ตำรวจสรุปว่า  "ด่าประธานองคมนตรี  หรือองคมนตรีไม่เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน"  นั้น  ท่านว่าอย่างนั้น  ก็คงเป็นอย่างนั้นในทางตัวกฎหมาย
     แต่ในทางขนบธรรมเนียมประเพณี  และจิตสำนึกในความเป็นวัฒนธรรมไทย  คุณหยามหมิ่น   ดูแคลน  ใส่ไคล้  ป้ายสีบุคคลดังความในรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวนั้น  ต้องการ  จงใจ  เจตนาไปถึงไหน  อย่างไร  อย่าว่าแต่วิญญูชนเลยครับ  พาลชนคนไหนก็ย่อมเข้าใจ  และรู้นัยกันอยู่
     อ้างกันว่า   "ไม่มีกฎหมาย"  จัดการกับทรามวิบัติชาติขณะนี้  ผมว่า  "ไม่มีใจ"  ที่จะทำหน้าที่กันเสียละมากกว่า  ทักษิณส่งสมุนล้อมทำเนียบฯ  แต่ว่ากระดมห่ากระสุนใส่ประธานองคมนตรี  ซึ่งนายกรัฐมตรี  กับประธานองคมนตรี  อยู่คนละที่-คนละแห่ง  แถมอำนาจหน้าที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกัน
     นี่มันก็ส่อชัดว่า  "เจตนาจิ้งจอก"  ต้องการอะไร  และมุ่งหวังเด็ดใบไม้แต่ให้สะเทือนถึงดวงดาว  ใช่หรือไม่?
     กองทัพแดงทักษิณยิ่งใหญ่  สามารถ  "กระทืบทหาร"  จนต้องคลานกราบตีนนายณัฐวุฒิกลางวงม็อบให้เป็นที่ประจักษ์  ทหารที่กองทัพส่งไปหาข่าวกลายเป็นฝ่ายผิด-กองทัพจ๋อย  ตำรวจหน่วยอรินทราชถูกกองทัพแดงทักษิณจับได้  นายตำรวจน้อย-ใหญ่ต้องไปกราบกราน  แสดงหลักฐานขอรับตัวตำรวจ-จากโจร
     นี่คือตำรวจยุค  "พล.ต.อ.พัชรวาท  วงษ์สุวรรณ"  ทูลหัว-ทูลกระหม่อมของรัฐบาลประชาธิปัตย์  เป็น  ผบ.ตร.และกองทัพในยุคที่  "พล.อ.อนุพงษ์  เผ่าจินดา"  น้องรักของรัฐมนตรีกลาโหม  "พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ"  เป็น  ผบ.ทบ.
     ท่านทั้งหลายเหล่านั้น  เข้าใจในความหมาย  "ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร"  และความหมายในรัฐธรรมนูญมาตรา  ๗๗  แค่ไหน  อย่างไร  และดุลยพินิจผ่านบทบาท  การกระทำของทักษิณและสมุนเสื้อแดงที่เหิมเกริมทั่วประเทศไปในระดับไหน  ผมหยั่งในความลุ่มลึกของท่านผู้ยิ่งใหญ่ในบ้านเมือง  "ทหาร-ตำรวจ"  ไม่ออกหรอกครับ
     จากอดีตถึงปัจจุบัน  เท่าที่มองผาดๆ  บ้านเมืองไม่มีปัญหามาจากชาวบ้าน-ประชาชนซักเท่าไหร่   แต่ส่วนใหญ่  "ตัวสร้างปัญหา"  มาจากบุคคลในกองทัพเกือบทั้งนั้น  นับตั้งแต่  มนูญกฤต-จำลอง-พัลลภ-สุรยุทธ์-สนธิ-เสธ.ดำ-เสธ.แดง  กระทั่งระดับ  "หมวดเจี๊ยบ"  ก็ยังมีแทรกเป็นยาดำ
     ครับ..ก็อยากเห็น  และอยากรู้ว่า  จะมีบ้างไหมที่บุคคลในกองทัพไม่ใช่ตัวสร้างปัญหา  แต่ว่าเป็นตัว  "แก้ปัญหา"  ให้ประชาชนแท้จริง!?
     ตอนนี้  กองทัพแดงเขากำลังได้ใจ  ประเมินกันว่าสถานการณ์ชิงเมืองของเขากำลังเป็นต่อ  อันเป็นผลมาจากวิดีโอลิงค์ขุดเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ในกรณีปฏิวัติ  ๑๙  กันยา.๔๙
     ไม่มีใครเขาสนใจไปหลงน้ำลายหมาบ้าหรอก  อย่างเก่งก็เพียง  "สมน้ำหน้า"  ไอ้พวกปฏิวัติหน่อมแน้ม  แต่เนื้อแท้  ทุกคน-ทุกฝ่ายลงความเห็นว่า  อาการของนักโทษก่อนตาย  ก็จะมีความทุรน-ทุรายอย่างนี้  จึงมีความห่วงอยู่ว่า  กับคนที่ใกล้วาระสุดท้ายย่อมไม่คิดถึงอะไรนอกจาก  "ผลได้"  ของตัวเอง  และสามารถทำได้ทุกอย่าง
     จึงต้องระวัง  "การก่อสถานการณ์"  เพื่อความสะใจ  ด้วยหวังให้นำสู่...การเปลี่ยนแปลง!
     ทักษิณวันนี้  รบด้วยเดิมพัน  ๗๓,๐๐๐  ล้านบาท  และการกลับไทยแบบไร้โทษ
     ๓  เกลือหัวขวด  และคณะ  รับจ้างรบด้วยเดิมพัน  "นายเป็นพญา-ขี้ข้าคับเมือง"
     แต่ทหารแก่จมูกโหว่-ตาเหลือก  ขายเพื่อน-ขายตัว  และขายข่าว  ด้วยมูลค่า  "รองเท้าคู่เดียว"!!!!
     เอาละครับ..ขอนิดนึง  วันนี้ก็  ๓๑  มีนาคม  สิ้นไตรมาสแรกของปี  ๒๕๕๒  ผมก็  "วันนี้-วันสุดท้าย"  ปิดโครงการซ่อม-สร้างโบสถ์หลวงพ่อตามใจ  วัดพญาไม้  ราชบุรี  และร่วมถวายท่าน  ว.วชิรเมธี  เพื่อกิจการโรงเรียนเตรียมสามเณร  ที่เชียงของ  จ.เชียงราย  ยอดที่ท่านโอนเข้าบัญชีทั้งหมดจะเป็นเงินเท่าไหร่  เอาไว้รอไปปั๊มยอดที่แบงก์ซักวันที่  ๒-๓  เม.ย.เพื่อจะได้ไม่มีที่ตกค้าง   ก็จะสะเด็ดน้ำว่า  ทั้งหมดเท่าไหร่  ซึ่งไม่รวมในส่วน  "เงินสด"  ที่ผมเก็บไว้  ก็จะนำมาเปิดนับในวันต่อไปนะครับ
     ไม่ถึง  ๓  ล้าน  แต่ก็เกือบ  กว่าจะถึงวันไปถวาย  ผมคิดว่า  ๓  ล้านคงสบายๆ  หลังคา-ฝ้า-เพดาน  จะได้บังฝน  บังแดดให้หลวงพ่อตามใจสมเจตนา  เราๆ  ท่านๆ  ก็จะพลอยอาศัยพุทธบารมีร่มเย็น  เป็นสุขกาย  สุขใจสบายไปด้วย

 

บทความโดย คุณเปลวสีเงิน

Posted:Sunday, February 15, 2009 - 1 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Thai politics
ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษผู้สร้างประชาธิปไตยของไทย พิมพ์ อีเมล์ Image

ใน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ถือเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง ที่เป็นผู้ก่อร่างระบอบสังคมและการเมืองแบบใหม่ในประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้นำสายพลเรือนของคณะราษฎร และเป็นผู้เตรียมการทั้งหมดในด้านการบริหารระบอบใหม่ ในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ นอกจากนี้ ยังเป็นบุคคลสำคัญ ในการวางรากฐานระบอบการคลังสมัยใหม่ เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการเจรจากับต่างประเทศให้ประเทศสยามได้เอกราชสมบูรณ์  และต่อมาเมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นเข้ายึดประเทศไทย ปรีดี พนมยงค์ ก็ยังเป็นผู้นำขบวนการเสรีไทยในการต่อต้านญี่ปุ่นและมีส่วนทำให้ประเทศไทย พ้นจากการยึดครองโดยตรงของฝ่ายพันธมิตร แม้ว่า ปรีดี พนมยงค์ จะสร้างประโยชน์ ให้กับประเทศชาติอย่างมากเช่นนี้ แต่ในที่สุด กลับถูกใส่ร้ายป้ายสีจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม ในข้อหาสำคัญ คือ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกรณีปลงพระชนม์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ 

 ต่อ มา หลังการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งทำให้ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ กลุ่มอนุรักษ์นิยมได้ระบายสีภาพลักษณ์ ให้ปรีดี พยมยงค์ กลายเป็นปีศาจร้ายในทางการเมืองมากขึ้น เพราะนอกเหนือจากการเป็นผู้ก่อเหตุเรื่องกรณีสวรรคตแล้ว ยังถูกโจมตีว่าเป็นหัวหน้าใหญ่คอมมิวนิสต์ ที่จะนำอิทธิพลของจีนแดงมาครอบครองประเทศไทย ภาพลักษณ์ของปรีดี ในลักษณะเช่นนี้ติดตัวจนกระทั่งท่านถึงแก่กรรมในต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ ภาพลักษณ์ที่ดี จึงค่อยถูกฟื้นฟูขึ้น จนกระทั่งปัจจุบัน ปรีดี พนมยงค์ ก็กลายเป็นที่ยอมรับในฐานะที่เป็นรัฐบุรุษของประเทศไทย ในลักษณะเช่นนี้ การย้อนกลับไปพิจารณาบทบาทของท่าน จึงมีความน่าสนใจอย่างมาก

ดร.ปรีดี พนมยงค์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ ในเรือนแพ หน้าวัดพนมยงค์ อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นลูกคนที่สอง ของนายเสียง ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว มารดาชื่อนางจันทน์ สืบเชื้อสายมาจากพระนมในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อ "ประยงค์" ซึ่งเป็นผู้สร้างวัดห่างจากกำแพงพระราชวังด้านตะวันตกชื่อ วัดนมยงค์ หรือ "พนมยงค์" เมื่อมีการประกาศพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. ๒๔๕๖ ครอบครัวนี้จึงได้ใช้นามสกุลว่า "พนมยงค์" 

ปรีดีอธิบายฐานะทางครอบ ครัวของเขาว่า เป็นชาวนา ที่ค่อนข้างมีฐานะที่จังหวัดอยุธยา ซึ่งเรียกว่าเป็น "ชาวนานายทุนน้อยแห่งชนบท" สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยม ๓ ที่โรงเรียนวัดศาลาปูน อำเภอกรุงเก่า ได้เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมปลาย ณ โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร และกลับไปศึกษาที่โรงเรียนมัธยมตัวอย่างประจำมณฑลอยุธยา จนจบชั้นมัธยม ๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ อายุได้ ๑๔ ปี หลังจากนั้นออกมาช่วยบิดาทำนาหนึ่งปี และจึงได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐

ต่อ มาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ปรีดีสอบไล่วิชากฎหมาย ชั้นเนติบัณฑิตได้ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา เนื่องจากกระทรวงยุติธรรมพอใจในผลสอบ จึงให้ทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนต่อด้านกฎหมาย ที่ประเทศฝรั่งเศส ใน พ.ศ. ๒๔๖๓ โดยเข้าเรียนชั้นปริญญาตรีทางกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยก็อง (Univesite de Caen) และศึกษาพิเศษจากศาสตราจารย์เลอบอนนัวส์ (Lebonnois) จนสำเร็จการศึกษาได้ปริญญารัฐ เป็น "บาเซอลิเย" กฎหมาย (Bachelier en Droit) และ "ลิซองซิเย" กฎหมาย (Licencie en Droit) ต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ สำเร็จการศึกษาด้านนิติศาสตร์ (Sciences Juridiques) และสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงในทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง (Diplome d"Etudes Superieures Economic Politique) มหาวิทยาลัยปารีส ได้ปริญญารัฐ "ดุษฎีบัณฑิตกฎหมาย"(Docteur en Droit) ณ ประเทศฝรั่งเศส โดยเสนอวิทยานิพนธ์ เรื่อง "Du Sort des Societes de Personnes en cas de Deces d"un Associe" (ศึกษากฎหมายฝรั่งเศสและกฎหมายเปรียบเทียบ) นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ศึกษาต่อจนจบดุษฎีบัณฑิตด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัย ปารีส
และในระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่ปารีสนี้เอง ปรีดี พนมยงค์ ได้เริ่มคิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยในระยะแรก ท่านได้สนทนากับเพื่อนสนิท คือ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ซึ่งเป็นอดีตนายทหารมหาดเล็กของรัชกาลที่ ๖ และเดินทางไปศึกษาวิชารัฐศาสตร์ที่ประเทศฝรั่งเศส การเริ่มคิดการน่าจะเป็นวันหนึ่งใน พ.ศ. ๒๔๖๘ ซึ่งปรีดี และ ร.ท.ประยูร ได้สนทนากันในเรื่องปัญหา ของประเทศไทย และทั้งสองคนมีความเห็นตรงกันว่า จะต้องก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตย ดังนั้น จึงได้ชักชวนให้ ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ นักเรียนทหารปืนใหญ่เข้าร่วมด้วย ต่อมา ได้รวบรวมนักเรียนไทยในยุโรป ๗ คน เปิดประชุมครั้งแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ (ปฏิทินเก่า ถ้าเป็นปฏิทิน ปัจจุบันจะเป็น พ.ศ. ๒๔๖๙) ซึ่งถือเป็นการก่อตั้งคณะราษฎรอย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้น กลุ่มนักเรียนนอกเหล่านี้ได้กลับมายังประเทศไทย และรับราชการ ปรีดี พนมยงค์ รับราชการในกรมร่างกฏหมาย กระทรวงยุติธรรม และได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ส่วน ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ ได้เลื่อนเป็น พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม แต่การคิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังไม่มีโอกาสในการดำเนินการ เพราะมีกำลังไม่เพียงพอ จนเมื่อ ประยูร ภมรมนตรี สามารถชักชวนทหารชั้นผู้ใหญ่มาเข้าร่วมอันได้แก่ 

๑. พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์ พหลโยธิน) รองจเรทหารบก ๒. พ.อ.พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาการโรงเรียนนายร้อย ๓. พ.อ.พระยาฤทธิ์อัคเนย์ (สละ เอมะศิริ) ผู้บัญชาการทหารปืนใหญ่ที่ ๑ ๔. พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) ผู้อำนวยการแผนกโรงเรียนเสนาธิการทหารบก

ดังนั้น กลุ่มคณะราษฎรจึงลงมือดำเนินการยึดอำนาจ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ โดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา รับเป็นหัวหน้าคณะ พ.อ.พระยาทรงสุรเดชเป็นรองหัวหน้าคณะและเป็นผู้วางแผนการยึดอำนาจ หลวงประดิษฐมนูธรรมรับเป็นหัวหน้าสายพลเรือน เป็นผู้รับผิดชอบ ในการร่างแถลงการณ์ ร่างรัฐธรรมนูญการปกครอง และเป็นผู้ดูแลการบริหาร ราชการหลังการปฏิวัติ และในที่สุดการปฏิวัติก็ประสบผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยอมรับเงื่อนไขของคณะราษฎร ที่จะให้มีการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ และจำกัดอำนาจการบริหารของพระมหากษัตริย์ และให้มีรัฐสภา และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุด

หลังจากการปฏิวัติ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนชุดแรก นอกจากนี้ ยังได้รับตำแหน่งเลขาธิการรัฐสภา นอกจากนี้ ยังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการราษฎร และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วย ปรากฏว่า รัฐธรรมนูญฉบับถาวรร่างเสร็จ และประกาศใช้ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ตามหลักการของรัฐธรรมนูญนี้ ได้กำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติ มีสภาผู้แทนราษฏรเพียงสภาเดียวโดยมีสมาชิก ๒ ประเภท และมีคณะรัฐมนตรีบริหารประเทศ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ก็ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาประเภทที่ ๒ และเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลด้วย

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ (ปฏิทินเก่า ถ้าคิดเป็นปีปัจจุบัน คือ พ.ศ. ๒๔๗๖) หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อที่จะใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปรากฏว่าเค้าโครงเศรษฐกิจนี้ได้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากฝ่ายของพระยามโน ปกรณ์นิติธาดานายกรัฐมนตรี และเหตุการณ์ขยายตัวจากการที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยโจมตีว่ามีลักษณะเป็นคอมมิวนิสต์ กรณีนี้ นำมาซึ่งการที่ รัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ ออกพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราในวันขึ้นปีใหม่ที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำรัฐประหารครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เพราะเปิดโอกาสให้รัฐบาลออกกฎหมายบังคับใช้โดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้ แทนราษฎร และทำให้อำนาจสมบูรณ์อยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี จากนั้น ในวันต่อมา รัฐบาลก็ได้ออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ .๒๔๗๖ เพื่อที่จะใช้เล่นงานหลวงประดิษฐ์มนูธรรมว่า มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ดังนั้น รัฐบาลจึงจัดการให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม เดินทางออกจากประเทศสยามไปยังประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน

ต่อ มา พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ร่วมด้วย พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม และ น.ท.หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) ก่อการรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖ เพื่อที่จะรื้อฟื้นการใช้รัฐธรรมนูญ และเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในครั้งนี้ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้เรียกหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับประเทศ เพื่อรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ต่อมาหลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย ซึ่งในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง หลวงประดิษฐ์ฯก็มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการปกครอง ท้องถิ่นตามแบบประชาธิปไตย โดยให้มีการเลือกตั้งเทศบาลทั่วประเทศ นอกจากนี้ ก็คือ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เพื่อเป็นตลาดวิชา ให้ความรู้ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยแก่ประชาชน จากนั้น หลวงประดิษฐมนูธรรม ก็ได้รับตำแหน่งผู้ประศาสน์การ (อธิการบดี) คนแรกของมหาวิทยาลัยฯ

ต่อมา ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศไปเจรจาแกัไขสัญญาไม่เสมอภาคกับชาติมหา อำนาจ การเจรจาครั้งนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๘๑ จึงทำให้ประเทศสยามมีเอกราชสมบูรณ์เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่การลงนามในสัญญาบาวริง พ.ศ. ๒๓๙๘ เป็นต้นมา และเป็นมูลเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลใหม่ของ พล.ต.หลวงพิบูลสงคราม เปลี่ยนชื่อประเทศจากประเทศสยามเป็นประเทศไทย ใน พ.ศ. ๒๔๘๒

เมื่อ หลวงพิบูลสงครามรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการคลังของประเทศ เช่น การยกเลิกเงินรัชชูปการ และอากรค่านา ซึ่งเป็นภาษีที่ตกค้างมาจากยุคศักดินา การออกประมวลรัษฎากร เพื่อจัดการภาษีให้เป็นระบบระเบียบ และการเตรียม การตั้งธนาคารแห่งชาติ เพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการเงิน ใน พ.ศ. ๒๔๘๕ รัฐบาลได้ยกเลิกบรรดาศักดิ์ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้กลับมาใช้ชื่อเดิมว่า ปรีดี พนมยงค์ อีกครั้ง ในระหว่างนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะสงคราม จากการที่ญี่ปุ่นได้ยกกองทัพบุกประเทศไทย และต่อมา รัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงครามก็ได้เข้าร่วมสงคราม โดยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ปรีดี พยมยงค์ ได้พ้นจากตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และรับตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และได้อาศัยเงื่อนไขนี้จัดตั้งขบวนการใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งกลายเป็นที่มาของขบวนการเสรีไทย โดยปรีดีรับตำแหน่งหัวหน้าใหญ่ของเสรีไทยในประเทศ ใช้นามแฝงในขบวนการว่า รูธ ในระหว่างนี้ ท่านได้มีส่วนสำคัญมากในการผลักดันให้ จอมพล ป.พิบูลสงครามต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ และสนับสนุนให้ นายควง อภัยวงศ์ รับตำแหน่งแทน จากนั้นต่อมา ปรีดี พยมยงค์ ก็ขยายบทบาทของขบวนการเสรีไทยเพื่อเตรียมการต่อต้านญี่ปุ่น แต่สงครามได้ยุติลงก่อน เพราะญี่ปุ่นยอมแพ้ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ อย่างไรก็ตาม ด้วยบทบาทของเสรีไทยดังกล่าว มีส่วนทำให้ประเทศไทยพ้นจากภาวะประเทศแพ้สงคราม ในภาวะเช่นนั้น ทำให้เกียรติภูมิของนายปรีดี พนมยงค์ สูงเด่นมาก

หลังสงครามโลก ครั้งที่สอง ประเทศไทยบริหารด้วยรัฐบาลพลเรือน ที่มีแนวโน้มประชาธิปไตยอย่างมาก ปรีดี พนมยงค์ ได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษ และอยู่ในฐานะผู้ที่มีบทบาททางการเมือง จนกระทั่งวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านก็ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง ในระบบรัฐสภา โดยมีพรรคการเมืองที่สนับสนุนคือ พรรคสหชีพ พรรคแนวรัฐธรรมนูญ และ พรรคอิสระ ปรากฏว่า ในระหว่างที่ปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นี้เอง ได้เกิดเหตุร้ายเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน นายปรีดีและคณะรัฐมนตรี ได้ขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาว่า ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์ ควรได้แก่สมเด็จพระอนุชา เมื่อสภามีมติเห็นชอบแล้ว เจ้าฟ้าภูมิพล ก็ได้ขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ ๙

เหตุการณ์นี้ ทำให้ศัตรูทางการเมืองของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งก็คือพวกอนุรักษ์นิยมเจ้า และพรรคการเมืองฝ่ายค้าน สบโอกาสในการทำลายนายปรีดี ทางการเมือง โดยการกระจายข่าวไปตามหนังสือพิมพ์ ร้านกาแฟ และสถานที่ต่างๆ รวมทั้งส่งคนไปตะโกนในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง" ซึ่งเป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก กลายเป็นกระแสข่าวลือ และนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมดในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ และ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคแนวรัฐธรรมนูญ ก็ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน  ต่อมา เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ คณะรัฐประหารซึ่งประกอบ ด้วย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ พ.อ.กาจ กาจสงคราม พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ พ.อ. สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ และพยายามจับกุม ตัวปรีดี พนมยงค์ แต่ท่านทราบข่าวก่อนเพียงไม่กี่นาที จึงหนีทัน และต่อมาได้ลี้ภัยการเมืองไปยังบริติชมลายา จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ท่านได้พยายามกลับมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจคืน แต่ประสบความพ่ายแพ้ จากนั้นได้ลี้ภัยต่อไปอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน แล้วได้พำนัก อยู่ที่นั่นเป็นเวลาถึง ๒๑ ปี ก่อนจะลี้ภัยต่อไปยังประเทศฝรั่งเศส ใน พ.ศ. ๒๕๑๓ 

ในระหว่างที่ปรีดี พยมยงค์ ลี้ภัยต่างประเทศนี้ การใส่ร้ายป้ายสีของฝ่ายรัฐบาลเผด็จการ ร่วมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพิ่มทวีใน ๒ ข้อหา คือ กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ และข้อหาคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะการใส่ร้ายกรณีสวรรคต ดำเนินการโดยนายตำรวจคนสำคัญ คือ พล.ต.อ.พระพินิจชนคดี (เซ่ง อินทรทูต) และในที่สุด ก็ได้นำคดีฟ้องต่อศาล ทั้งที่หลักฐานอ่อนมาก ในกรณีนี้ นำมาซึ่งการประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ ๓ คน คือ นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัททมศรินทร์ และนายเฉลียว ปทุมรส กรณีนี้ ถือได้ว่าเป็นจุดด่างในกระบวนการยุติธรรมของไทย

กระแสการใส่ร้าย ป้ายสีในฐานะฆาตกรกรณีสวรรคต และการโจมตีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้ภาพลักษณ์ของนายปรีดี เสียหายอย่างมาก จนกระทั่ง เมื่อเกิดกรณี ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ จึงได้เริ่มเกิดกระแสรื้อฟื้นภาพลักษณ์ ของปรีดี พนมยงค์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มขบวนการนักศึกษาฝ่ายสังคมนิยมที่มีบทบาทอย่างมากหลัง ๑๔ ตุลาคม กลุ่มนี้จะวิพากษ์ศักดินานิยมและไม่เชื่อในเรื่องการกล่าวหาว่า ปรีดี พนมยงค์ เป็นฆาตกร และยิ่งต่อมา หลังกรณี ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ การกล่าวหาเรื่องกรณีสวรรคต ก็ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไปในวงการวิชาการ ความพยายามในการที่จะสร้างเรื่องตอก ย้ำความเป็นฆาตกรของปรีดี ไม่ประสบผล ส่วนหนึ่ง ก็มาจากการที่หลักฐานในการกล่าวหาไม่สามารถที่จะสร้างให้มีน้ำหนักได้เลย นอกจากนี้คุณงามความดีที่ทำมาในอดีตของนายปรีดี ก็มีผู้นำมาศึกษาและเผยแพร่มากขึ้น

หลังจากที่ใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ ชานกรุงปารีสมานาน ๑๓ ปี ปรีดี พนมยงค์ ก็ถึงแก่กรรมในวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ รวมอายุได้ ๘๖ ปี ชีวิตของ ปรีดี พนมยงค์ สามารถที่จะสรุปได้ดังนี้ "คือผู้อภิวัฒน์การปกครองของประเทศไทย หัวหน้าขบวนการเสรีไทย เป็นผู้มีคุณูปการแก่ชาติ อย่างมากมาย แต่กลับกลายเป็นบุคคลที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมากที่สุดคนหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ สุดท้ายกลายเป็น "คนดี" ที่เมืองไทยไม่ต้องการและเมื่อถึงแก่กรรมก็ได้ฟื้นเกียรติคืนมา"
 

ผู้เขียน: สมพร จันทรชัย

Posted:Sunday, February 15, 2009 - 0 comment(s) [ Comment ] - 0 trackback(s) [ Trackback ]
Category: Humor

คือตอนนี้ทำอะไรก้เดี้ยงตลอดเลยรู้สึกเบื่อๆ เศรษฐกิจก็ไม่ดี เลยได้แต่นั่งเซ็ง พี่ๆ น้องๆ เป็นบางมั้ยครับ เวลาอะไรมันไม่ค่อยเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น มันเซ็งนะ หลังจากเป๋อเอ๋อทำเว็บนี้จนพังไปสองรอบ เลยต้องมาซ่อมใหม่ โทษทีนะครับ คราวนี้ไม่ทำพังแน่ครับ สมัครกันเข้ามาบ้างเน้อ